Monday, February 28, 2011

Day 20

ชีวิตของคนไม่ต่างอะไรกับน้ำทะเล มีขาขึ้นก็ต้องมีขาลงเป็นธรรมดา ยามได้ดีไม่ควรประมาท ยากตกต่ำไม่ควรท้อถอย -- ว.วชิรเมธี  2/27/11

Day 19

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ความทุกข์จบไปแล้ว เราต้องมีสติ อย่ารีไซเคิลทุกข์ เก็บมาทุกข์ใหม่อีกรอบ 2/27/11

Day 18

หากเราเรียก “ความผิดพลาด” ว่าเป็น “ความล้มเหลว” สิ่งที่เราจะได้รับต่อจากนั้นก็คือ “ความเสียใจ” หรือ “ความพ่ายแพ้” แต่หากเราเรียก “ความผิดพลาด” ว่าเป็น “ประสบการณ์” สิ่งที่เราจะได้รับต่อจากนั้นก็คือ “บทเรียน” ที่ทรงคุณค่า เมื่อมอง “ความผิดพลาด” ว่าเป็น “บทเรียน” ความผิดพลาดก็จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป --ว.วชิรเมธี 2/28/11

Saturday, February 26, 2011

Extra 3

นิ่งได้เมื่อใจปล่อยวาง

by พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo on Tuesday, February 15, 2011 at 8:07am

เด็กสาวเป็นทุกข์ทุกครั้งที่เห็นหน้าตัวเองในกระจก สิวสิบกว่าเม็ดโดดเด่นเหมือนดอกดวงคอยประจานผู้เป็นเจ้าของ ซ้ำยังทรหดอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะใช้ยาหรือครีมทาหน้าชนิดใด มันก็ไม่เคยสะทกสะท้านเลย ระยะหลังมันตามหลอกหลอนเธอไปทุกที่ ทำให้เธอรู้สึกอับอายอย่างยิ่งเวลาอยู่ต่อหน้าผู้คน ไม่ว่าไปทางไหนใครต่อใครก็ดูเหมือนจะเพ่งจ้องที่ใบหน้าเธอราวกับเป็นตัวอัปลักษณ์ ยิ่งเห็นเพื่อน ๆ มีแฟนแต่เธอกลับไร้คู่ ก็ยิ่งรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ จนบางครั้งเธออยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

เขาเป็นคนใฝ่ธรรม ให้ทานและรักษาศีลอยู่เป็นนิจ ไม่เคยคดโกงใคร ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นอยู่เสมอโดยไม่เคยหวังประโยชน์ตอบแทน แต่เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมการปฏิบัติธรรมของเขาจึงไม่เจริญก้าวหน้า เวลานั่งสมาธิแทนที่จะได้ความสงบ จิตกลับฟุ้งซ่านกวัดแกว่งหาไม่ก็ตึงเครียดหนักอึ้ง สภาพเช่นนี้เนิ่นนานมาเป็นปีแล้ว เขามั่นใจว่าบุญกุศลที่เขาบำเพ็ญนั้นเหนือกว่าคนทั่วไปมากนัก แต่เหตุใดจึงไม่ช่วยให้เขาได้พบความสงบใจเลย ยิ่งเห็นคนอื่นก้าวหน้าในการปฏิบัติ เขาก็ยิ่งรู้สึกท้อแท้และน้อยเนื้อต่ำใจ ระยะหลังเขาแทบหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต


มองในแง่ของทัศนคติและวิถีชีวิต ทั้งสองคนไม่มีอะไรเหมือนกันเลยเด็กสาวสนใจรูปลักษณ์และแคร์สายตาของผู้อื่น ส่วนเขาเป็นคนที่สนใจธรรมะและเข้าใจสาระของชีวิต แต่ในด้านภาวะอารมณ์แล้ว ทั้งสองคนแทบไม่แตกต่างกันเลย คือต่างทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งคู่ อีกทั้งยังทุกข์เกินกว่าเหตุ คนหนึ่งทุกข์เพราะสิว อีกคนทุกข์เพราะไม่สมหวังกับการทำสมาธิ สาเหตุทั้งสองประการแม้จะแตกต่างกันมาก แต่ก็ดูเล็กน้อยพอ ๆ กันเมื่อเทียบกับคนที่กำลังทุกข์เพราะหิวโหย เจ็บปวดเพราะโรคมะเร็ง ร้อนใจเพราะล้มละลาย หรือโศกเศร้าที่สูญเสียลูกน้อย

ถึงเป็นสิวแต่ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้มิใช่หรือหากใจไม่หวนคิดถึงมัน ปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้าแต่ชีวิตก็ใช่ว่าพิกลพิการ อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถมีความสุขกับการให้ทานรักษาศีล ชีวิตยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายให้เขาชื่นชม ขอเพียงแต่เปิดใจรับรู้สิ่งที่อยู่รอบตัวเท่านั้น น่าแปลกก็ตรงที่เขาปฏิบัติธรรมก็เพื่อความสุขที่ลึกซึ้ง แต่ไป ๆ มา ๆ เขากลับทุกข์ยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเสียอีก

อะไรทำให้คนสองคนซึ่งมีวิถีชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กลับมีความเดือดเนื้อร้อนใจเหมือน ๆ กัน คำตอบก็คือใจที่ยึดติดถือมั่นนั่นเอง ทั้งสองคนแม้มีความคาดหวังต่างกัน แต่ก็ยึดมั่นในความคาดหวังนั้นเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อการณ์ไม่เป็นไปตามใจหวัง จึงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ลงได้ยึดติดถือมั่นเรื่องใดแล้ว เรื่องนั้นแม้จะเล็กแค่ไหน ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งหากไม่เป็นดั่งใจก็ทำให้ทุกข์ทรมาน จนอาจคิดสั้นก็ได้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เด็กเรียนดีปัญญาเลิศ แต่เมื่อสอบได้เกรดไม่ถึง ๔ จึงคิดสั้นเช่นเดียวกับเด็กที่ผิดหวังเพราะแม่ไม่ซื้อโทรศัพท์มือถือให้

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในยามพบกับความผิดหวังนั้น หากทำใจยอมรับหรือปล่อยวางได้ มันก็ไม่มีพิษสงมากนัก แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้คนมักหมกมุ่นครุ่นคิดกับเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ และยิ่งทุกข์ก็ยิ่งลืมตัว จึงจมจ่อมอยู่กับเรื่องนั้น จิตจึงถลำดิ่งเข้าไปในกองทุกข์ลึกขึ้นจนถอนออกมาได้ยาก กินก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ ใครที่เจอแบบนี้นาน ๆ ย่อมไม่รู้ว่าจะอยู่ดูโลกนี้ต่อไปทำไม แต่หากสามารถฟันฝ่าอารมณ์ดังกล่าวออกมาได้ เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก แล้วย้อนกลับไปคิดถึงเหตุการณ์ดังกล่าว หลายคนอดแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดตอนนั้นตนเองจึงเป็นทุกข์กับมันมากนัก ในเมื่อไม่ใช่เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลย


หากคุณทุกข์อย่างหัวปักหัวปำด้วยเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ลองตั้งสติและหันมาดูใจของตนว่าเป็นเพราะคุณหมกมุ่นครุ่นคิดกับเรื่องนั้นมากเกินไปหรือเปล่า ลองปล่อยวาง ไม่เก็บเอามาคิดสักช่วงหนึ่ง ถ้าว่างนักก็หางานมาทำ ถึงเวลานอนก็นอนจริง ๆ คุณอาจรู้สึกดีขึ้น และถ้าจะให้ดีกว่านั้น ลองลดความคาดหวังดูบ้าง ยอมรับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น คุณจะพบว่าจิตนิ่งขึ้น และดิ้นน้อยลง

จะว่าไปแล้วความทุกข์นั้นมิได้มาจากไหน แต่มาจากใจที่ดิ้นรนขัดขืนเพราะไม่ยอมรับความจริงนั่นเอง

พระไพศาล วิสาโล

Extra 2

ธารน้ำใสกลางใจ

by พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo on Sunday, February 20, 2011 at 11:58am



ถ้าอยากให้จิตใจได้พานพบกับความโปร่งเบาแจ่มใส ก็เพียงแต่ลองทวนกระแสความคิดดูบ้าง  เวลาใจเผลอฟุ้งซ่านไป ก็ให้ดึงกลับมาอยู่กับตัวเอง

เสน่ห์อย่างหนึ่งของการท่องป่า ได้แก่ การเดินขึ้นไปตามลำน้ำ ยิ่งขึ้นไปไกลเท่าไร ป่าก็ยิ่งเขียวครึ้มและร่มเย็น นกและสัตว์ป่านานาชนิดมาแวะเวียนให้เห็นมากขึ้น ขณะที่เสียงร้องก็ยิ่งดังชัดเจนจนก้องกังวานไปทั้งไพร ถ้าขยันเดินเป็นวันๆ จะพบว่าน้ำในลำธารใสขึ้นเรื่อยๆ และเปี่ยมด้วยอารมณ์อันหลากหลาย บางช่วงก็คึกคัก โดยเฉพาะเมื่อไหลผ่านเกาะแก่ง บางช่วงก็ผ่อนคลายเหมือนคนเจนโลก


การเดินล่องตามลำน้ำ มักจะเป็นการเดินจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงไม่ค่อยเหนื่อยแรงฉันใด การตามกระแสความคิดและกิเลสตัณหาก็เป็นเรื่องง่ายฉันนั้น แต่บ่อยครั้งก็นำพาปัญหาต่าง ๆ มาสู่ชีวิตจิตใจจนหม่นหมองหนักอึ้งไปด้วยความทุกข์

เพียงแค่ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับความคิด จิตใจก็ฟุ้งซ่านวุ่นวายไปได้ง่าย ๆ เพราะถูกลากถูลู่ถูกังไปด้วยเรื่องราวร้อยแปด ถ้าเป็นเรื่องฝันเฟื่องสนุกสนานก็แล้วไป แต่ใช่หรือไม่ว่าบ่อยครั้งมันกลับเป็นเรื่องวิตกกังวล โกรธแค้น ขุ่นเคือง ทั้งๆ ที่ผ่านไปแล้ว บางเรื่องแม้ไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต  แต่เรากลับยอมปล่อยให้มันพาจิตใจไปจนกู่ไม่กลับ

การปล่อยใจไปตามกระแสความคิด มักทำให้จิตใจเต็มไปด้วยขยะหรือมลพิษ อันได้แก่ ความขุ่นข้องหมองใจ วิตกกังวล ขึ้งเคียดชิงชัง ยังไม่ต้องพูดถึงการปล่อยชีวิตจิตใจไปตามกระแสกิเลสตัณหา ซึ่งทำให้จิตใจเร่าร้อนด้วยความอยาก เหนื่อยล้า เพราะต้องแข่งขันไม่หยุดหย่อน และโกรธแค้นที่ไม่ได้สมอยาก

ถ้าอยากให้จิตใจได้พานพบกับความโปร่งเบาแจ่มใส ก็ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนดอก เพียงแต่ลองทวนกระแสความคิดดูบ้าง เวลาใจเผลอฟุ้งซ่านไป ก็ให้ดึงกลับมาอยู่กับตัวเอง ถ้าตอนนั้นกำลังทำอะไรอยู่ ก็ให้ใจมาจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น แม้สิ่งนั้นจะเป็นแค่กิจวัตรประจำวัน เช่น กินข้าว ถูฟัน ทำครัว ล้างจาน ซักผ้า ก็อย่ารังเกียจว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สำคัญ หากควรพยายามใส่ใจลงไปในสิ่งนั้นให้ต่อเนื่อง

แต่ถ้าไม่ได้ทำอะไรอยู่ก็ลองดึงใจมาอยู่ที่ลมหายใจ หรือคลึงนิ้วเพื่อเป็นหลักให้จิตมาเกาะ จะได้ไม่เถลไถลจนฟุ้งซ่านวุ่นวาย การทำเช่นนี้บ่อยๆ จนเป็นนิสัย ช่วยให้จิตใจว่างจากความคิดและกิเลสตัณหาได้มากขึ้น จึงผ่อนคลายและโปร่งเบา ใจเราจะสงบได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาพร้อมกับความสงบก็คือความสุข ช่วยหล่อเลี้ยงจิตใจให้ชุ่มชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ ดังน้ำใสกลางใจเรา

ยิ่งเราทวนกระแสความคิดและกิเลสตัณหามากเท่าไร ความสุขก็ยิ่งประณีตประหนึ่งลำธารกลางป่าที่ใสขึ้นเรื่อย ๆ นักเดินป่าที่เพียรพยายามฟันฝ่าไปถึงต้นน้ำ ย่อมพบกับแหล่งน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้งและใสจนดื่มกินได้ฉันใด ผู้ที่ทวนกระแสของจิตใจ ในที่สุดย่อมพบกับต้นธารแห่งความสุขภายในอันบริสุทธิ์และไม่มีวันหมดสิ้นฉันนั้น เป็นความสุขอันเป็นผลมาจากความว่างแห่งกิเลสตัณหาอย่างสิ้นเชิง


ถึงคุณไม่คิดใฝ่ฝันจะไปให้ถึงต้นธาร แต่จะไม่ลองเดินทางไปสัมผัสกับน้ำใสกลางไพรบ้างหรือไร ถึงจะยากลำบากสักหน่อย แต่ก็ยังดีกว่าทนอยู่ในเมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษและน้ำเน่าชั่วนาตาปีมิใช่หรือ

พระไพศาล วิสาโล

Day 17

บ่อยครั้งเรามักเผลอ เอาสายตาคนอื่น มาเป็นเครื่องวัดคุณค่าของเรา พอผู้คนไม่นิยมยกย่องเรา ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า คุณงามความดีที่มีอยู่ในตัวก็เลยไร้ความหมาย ชวนให้ท้อแท้ หมดกำลังใจในการทำสิ่งดีงาม - พระไพศาล วิสาโล 2/24/11

Day 16

"การให้" มองเพียงผิวเผินเสมือนการเสีย หากแท้จริงแล้ว "การให้" นั่นแหละคือ "การได้รับ" จงเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้ แล้วเธอจะได้รับอย่างแท้จริง --ว.วชิรเมธี 2/26/11

Day 15

การยกจิตทำได้ โดยการที่คุณต้องฝึก “อยู่กับปัจจุบัน” ให้ได้ เพราะ “อดีต-อนาคต” จะมีตัวตนขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเกิดการ “ครุ่นคิด” ขึ้นมาเท่านั้น-- ว.วชิรเมธี 2/26/11

Friday, February 25, 2011

Day 14

การฝึกใจออกกำลังจิตไม่ต้องอาศัยการเลือกวัน เพราะเป็นสิ่งที่เราเริ่มต้นทำได้ทุกวัน ทุกขณะจิต ตัวอย่างง่าย ๆ คือ การภาวนากับการฟังดนตรี ซึ่งจะทำให้เราสงบในเบื้องแรก แล้วมองลึกเข้าไปอีกว่า จิตที่สงบนั้น มีอะไรเป็นกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง การเข้าสู่กระแสแห่งธรรมชาติหรือการเข้าสู่กระแสของการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ใจของเราแข็งแรง เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งก็คือเป้าหมายของการออกกำลังจิต...จิตของเราต้องไม่ปรุงแต่งกับทุกเรื่องที่เข้ามากระทบ ฝึกมีชีวิตที่จะอยู่ในปัจจุบันขณะ ฝึกให้จิตอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ฝึกอยู่กับลมหายใจแห่งสติ รู้ถึงการกระทบ...แต่ไม่กระเทือน --ธรรมะจากท่านแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต

Day 13

เมื่อมีความสุขจากภายใน ก็ไม่จำเป็นต้องไล่ล่าหาความสุขจากภายนอก ไม่ว่าทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือผู้คนที่คอยพะเน้าพะนอ ตรงกันข้ามกลับสามารถแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่นได้ไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็เป็นสุขและอบอุ่นใจ - พระไพศาล วิสาโล 2/25/11

Monday, February 14, 2011

Day 12

ที่สุดของความรักคือรักโดยไม่ครอบครอง ที่สุดของการให้คือให้โดยไม่หวังผล ที่สุดของทานคืออภัยทาน ที่สุดของคนคือการเป็นคนธรรมดาที่มีความสุข- ว.วชิรเมธี 2/14/11

Sunday, February 13, 2011

Extra 1

ชีวิตที่ต้องมีความอ้างว้างเป็นเพื่อน


คนเรามักจะรู้สึกเหงาและว้าเหว่เมื่ออยู่ไกลบ้าน ห่างเหินจากมิตรสหาย แต่บางครั้งแม้อยู่บ้านก็ยังรู้สึกเหงาและว้าเหว่อยู่นั่นเอง ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นด้วยหลายสาเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือ มีอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิตของเรา อะไรบางอย่างนั้นอาจได้แก่ เพื่อน คนรัก พี่น้อง พ่อแม่ หรือคนใกล้ชิดที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา หรือคนที่เรารู้สึกผูกพันด้วย แต่บางครั้งสิ่งที่ขาดหายไปนั้น เราอาจไม่เคยมีมาก่อนเลย แต่จิตใจโหยหาอยู่ลึกๆ เช่น ความรักที่จริงใจ ครอบครัวที่อบอุ่น หรือชุมชนที่เรารู้สึกสนิทแนบแน่น

ความเหงาและว้าเหว่อาจเกิดขึ้นท่ามกลางชีวิตที่เร่งรีบและกลุ่มชนที่พลุกพล่าน แต่ไม่ว่ารอบตัวจะวุ่นวายเพียงใด ภายในใจนั้นกลับวังเวง เปล่าเปลี่ยวอย่างยิ่ง เพราะลึกๆ เรารู้สึกแปลกแยกกับผู้คน หรือรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ “ที่” ของเรา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เรากำลังโหยหา “บ้าน” ที่แท้จริง

บ้านที่ใจใฝ่หา อาจหมายถึงผู้คนหรือชุมชนที่มีความรู้สึกนึกคิดร่วมกับเรา มีมุมมองหรือวิถีชีวิตเหมือนกับเรา พูดภาษาเดียวกับเรา สามารถแบ่งปันความรู้สึกได้อย่างไม่ต้องปิดบัง ชุมชนดังกล่าวอาจเป็นชุมชนที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง หรือมาร่วมกันเป็นครั้งคราว อาจเป็นชุมชนทางชาติพันธุ์ ชุมชนทางการเมือง ชุมชนทางศาสนา ชุมชนทางอินเตอร์เน็ต หรือแม้แต่แก๊งมอเตอร์ไซค์

เพียงแค่มีความเห็นต่างกับคนรอบตัว ก็อาจทำให้บางคนรู้สึกเปล่าเปลี่ยวแปลกแยก ถึงกับต้องแสวงหากลุ่มคนที่คิดตรงกัน หลายคนที่รักทักษิณจึงรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน เมื่อได้เข้าร่วมการชุมนุมของแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ (นปก.) ที่ท้องสนามหลวง เช่นเดียวกับชาวพุทธจำนวนมาก รู้สึกเหมือนกลับบ้านเมื่อได้ไปสำนักสันติอโศกหรือวัดพระธรรมกาย

บางครั้งความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวแปลกแยกหรือเหงาลึกอาจเกิดขึ้นกับคนทั้งรุ่น จนเกิดความรู้สึกเหินห่างหมางเมิน หรือถึงกับเป็นปฏิปักษ์กับคนที่เหลือ เกิดความรู้สึกเป็น “เรา” กับ “เขา” อย่างชัดเจน ดังคนหนุ่มสาวในอเมริกาและยุโรปช่วงคริสต์ทศวรรษ ๑๙๖๐ จนนำไปสู่เหตุการณ์จลาจลในปี ๑๙๖๘ และขยายมาสู่หลายประเทศในเอเชีย รวมทั้งไทย ซึ่งประทุเป็นเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา และการแบ่งขั้วอย่างรุนแรงหลังจากนั้น ความรู้สึกทำนองเดียวกันกำลังเกิดกับหนุ่มสาวชาวมุสลิมซึ่งเกิดในยุโรป คนเหล่านี้ไม่รู้สึกผูกพันกับสังคมยุโรป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวขาวนับถือ (หรือเคยนับถือ) ศาสนาคริสต์ ขณะเดียวกันก็ไม่รู้สึกแนบแน่นกับชุมชนชาวมุสลิมรุ่นพ่อแม่ ซึ่งแม้อพยพมาอยู่ยุโรปนับสิบปีแล้ว แต่ยังมีรากเหง้าฝังลึกอยู่กับมาตุภูมิ (เช่น อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ) หนุ่มสาวชาวมุสลิมเหล่านี้ไม่รู้สึกว่าประเทศเหล่านั้นเป็น “บ้าน” ของตัว จึงรู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวอยู่ลึกๆ ดังนั้นจึงง่ายที่เข้าร่วมกับกลุ่มหัวรุนแรงที่สามารถตอบสนองความต้องการ มีชุมชนที่ตนรู้สึกสนิทแนบแน่น เป็นชุมชนที่มีความรู้สึกนึกคิดร่วมกันทั้งในด้านศาสนา อุดมการณ์การเมือง และความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับสภาพสังคมที่เป็นอยู่

ทั้งหมดนี้กล่าวได้ว่าเป็นความเหงา ว้าเหว่ เปล่าเปลี่ยว หรือแปลกแยกด้วยเหตุผลทางสังคม คือการเหินห่างจากกลุ่มคนหรือชุมชนที่มีคุณลักษณะร่วมกัน อันได้แก่ ชาติพันธุ์ อุดมการณ์ ศาสนา ภาษา วิถีการดำเนินชีวิต รสนิยม รวมไปถึงรูปลักษณ์และอาการทางกาย (คนขี้เหร่หรือผู้ป่วยเอดส์ อาจรู้สึกแปลกแยกเมื่ออยู่ท่ามกลางคนสวยหรือคนมีสุขภาพดี)



อย่างไรก็ตามแม้จะได้มาอยู่ท่ามกลางผู้คนหรือชุมชนที่ให้ความรู้สึกเสมือน “บ้าน” แต่หลายคนกลับพบว่าความรู้สึกเหงาอ้างว้าง ว่างเปล่า ก็ยังมารบกวนอยู่ เหมือนกับว่ายังมีบางอย่างที่ขาดหายไปความรู้สึกดังกล่าวอาจเรียกรวมๆ กันว่า "ความรู้สึกพร่อง" ความรู้สึกพร่องทำให้ชีวิตที่เคยมีรสชาติ กลายเป็นน่าเบื่อ จืดชืด ชวนเซื่องซึม แต่ละวันผ่านไปอย่างซักกะตาย

คนจำนวนไม่น้อยหาทางออกด้วยการเที่ยวเตร่ สนุกสนาน หรือแสวงหาสิ่งตื่นเต้น เร้าใจด้วยสิ่งเสพนานาชนิด ทั้งอาหาร เสียงเพลง และเพศรส แต่ก็บรรเทาความรู้สึกดังกล่าวไปได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว หลายคนคิดว่าทรัพย์สินเงินทองหรือความสำเร็จในอาชีพการงาน จะช่วยกลบความรู้สึกพร่องและทำให้ชีวิตเติมเต็ม แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

มีนักธุรกิจคนหนึ่งซึ่งประสบความสำเร็จอย่างหาคนเปรียบได้ยาก เขาสามารถกอบกู้ธุรกิจก่อสร้างของครอบครัว ให้พ้นจากหนี้สินซึ่งสูงถึง ๗,๐๐๐ ล้านบาทได้ในเวลา ๓ ปี และใช้เวลาอีก ๓ ปียกฐานะของบริษัทให้พุ่งทะยานจนติดอันดับ ๑ ใน ๕ ของธุรกิจประเภทเดียวกัน มีผลประกอบการปีละเกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้าน เขาได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูงจากผู้คนในแวดวงธุรกิจ แต่แล้ววันหนึ่ง เขาก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน แต่ละวันผ่านไปเหมือนว่างเปล่า เขารู้สึกว่าตัวเองไม่มีความหมาย เขาเคยพูดว่า

“ผมจะมีความหมายอะไร ก็เป็นแค่...มหาเศรษฐีหมื่นล้านคนหนึ่ง”

เงินทองและความสำเร็จทางอาชีพเป็นยอดปรารถนาของผู้คน ใครๆ ก็คิดว่าเมื่อได้สิ่งเหล่านี้มาครอบครองแล้วชีวิตจะเปี่ยมสุข แต่ประสบการณ์ของนักธุรกิจผู้นี้บ่งชี้ว่า หาเป็นเช่นนั้นไม่ แล้วอะไรล่ะที่จะทำให้เรารู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิต คำตอบของนักธุรกิจผู้นี้ก็คือ ตำแหน่งทางการเมือง แล้วเขาก็ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการสมใจ ตำแหน่งรัฐมนตรีเพียงแค่ ๓ ปี (และถูกเว้นวรรคเพราะการรัฐประหาร) อาจน้อยเกินไปที่เขาจะบอกได้ว่า อำนาจทางการเมืองเป็นคำตอบสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ แต่ถ้าถามคนซึ่งเคยเรืองอำนาจถึงขีดสุดต่อเนื่องนานนับสิบปี ในฐานะเผด็จการอย่างประธานาธิบดีมาร์คอสแห่งฟิลิปปินส์ คำตอบคือไม่ใช่แน่นอน

อดีตประธานาธิบดี มาร์คอส
เมื่อครั้งยังครองอำนาจสูงสุด มาร์คอสเคยถ่ายทอดความรู้สึกลงในบันทึกประจำวันว่า “ผมเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในฟิลิปปินส์ ผมมีทุกอย่างที่เคยใฝ่ฝัน พูดให้ถูกต้องก็คือ ผมมีทรัพย์สมบัติทุกอย่างเท่าที่ชีวิตต้องการ มีภรรยาซึ่งเป็นที่รัก และมีส่วนร่วมในทุกอย่างที่ผมทำ มีลูกๆ ที่ฉลาดหลักแหลมซึ่งจะสืบทอดวงศ์ตระกูล มีชีวิตที่สุขสบาย ผมมีทุกอย่าง แต่กระนั้นผมก็ยังรู้สึกไม่พึงพอใจในชีวิต”

มาร์คอสมีทุกอย่างที่ใครๆ อยากจะมีกันทั้งเงินทอง อำนาจ ครอบครัว แต่เขาก็ยังไม่มีความสุข ทั้งนี้ก็เพราะมีบางอย่างที่ขาดหายไปจากชีวิตของเขา ใช่หรือไม่ว่าสิ่งนั้นได้แก่ ความสงบเย็นในจิตใจ ทั้งหมดที่เขากล่าวถึงล้วนเป็นสิ่งนอกตัวทั้งสิ้น ซึ่งไม่สามารถนำความสงบเย็นมาสู่จิตใจได้อย่างแท้จริง บางอย่างกลับนำความร้อนใจมาให้ด้วยซ้ำ โดยเฉพาะทรัพย์และอำนาจซึ่งได้เท่าไรก็ไม่รู้จักพอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รู้สึกเต็มอิ่มกับชีวิตเสียที

ความสงบใจนั้นมีหลายระดับ ระดับพื้นฐานก็คือ การมีสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจ สิ่งยึดเหนี่ยวที่สามารถทำให้เราอุ่นใจ หายว้าวุ่น และไม่โดดเดี่ยวอ้างว้าง ได้แก่สิ่งที่ทรงพลานุภาพและยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา อาทิ พระเจ้า เทพยดา หรือท้าวจตุคามรามเทพ สำหรับชาวพุทธก็ได้แก่พระรัตนตรัย เป็นต้น ไม่ว่าใครก็ตามหากยังเป็นปุถุชนอยู่ย่อมต้องการที่พึ่งทางใจ ดังพระพุทธองค์ตรัสว่า“บุคคลผู้ไร้สิ่งเคารพ ไม่มีสิ่งนับถือ ย่อมอยู่เป็นทุกข์” แต่สิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจนั้นมักให้ความสงบใจได้ชั่วคราว โดยเฉพาะในยามประสบทุกข์หรือประสบกับความผันผวนปรวนแปรในชีวิต



แต่ในยามปกติแม้มีที่ยึดเหนี่ยวแล้วก็ยังรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่า สาเหตุสำคัญก็เพราะลึกๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตของตนนั้นไร้คุณค่า ไม่มีความหมาย ไม่ว่าความสุขสบายจะมีมากมายเพียงใด ก็ไม่สามารถกลบความรู้สึกว่างเปล่า หรือทำให้รู้สึกเติมเต็มขึ้นมาในจิตใจได้ หลายคนได้พบว่าชีวิตมีคุณค่าและเกิดความรู้สึกเต็มเปี่ยมกับชีวิต เมื่อได้ลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือช่วยเหลือผู้อื่น อาสาสมัครที่ไปนวดเด็กกำพร้า บางคนสารภาพว่าเธอเริ่มต้นด้วยความรู้สึกว่าไป “ให้” แก่เด็ก แต่เมื่อทำไปสักพัก ก็พบว่าเด็กต่างหากที่ “ให้” แก่ตน คือให้ความสุข และทำให้ชีวิตของตนมีคุณค่าและความหมาย เราทุกคนล้วนมีจิตใจที่ใฝ่ดีด้วยกันทั้งนั้น การทำความดี เช่น ช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมยังให้เกิดปีติและความอิ่มเอมใจ เป็นความสุขที่เกิดจากการเห็นผู้อื่นมีความสุข และภาคภูมิใจที่ตนได้ทำสิ่งที่มีความหมาย ทุกคนย่อมต้องการมีชีวิตที่ทรงคุณค่า หากลังเลสงสัยในคุณค่าของชีวิตตนเมื่อใด ย่อมหาความสงบได้ยาก นอกจากจะว้าวุ่นใจแล้ว ยังถูกรบกวนด้วยความรู้สึกว่างเปล่าเบาหวิวอย่างยากที่จะทนได้

ความสงบใจยังเกิดได้จากการฝึกฝนอบรมจิตอย่างสม่ำเสมอ จนความเร่าร้อนทะยานอยากหรือความโกรธมิอาจครอบงำได้ มีความสันโดษ พอใจในสิ่งที่มี และเปี่ยมด้วยเมตตาจิต รู้จักให้อภัย ไม่ว่าโดยการทำสมาธิภาวนาหรือโดยการมองอย่างเป็นกุศลก็ตาม ความสงบดังกล่าวเกิดจากหันมามองด้านใน หรือทำกับใจของตนเอง ยิ่งกว่าที่จะไปทำกับคนอื่นหรือจัดการกับสิ่งรอบตัว จึงมีความยั่งยืนกว่าความสงบจากภายนอก เพราะสิ่งภายนอกนั้นยากที่จะควบคุมได้ ขณะที่จิตใจนั้นยังอยู่ในวิสัยที่เราสามารถดูแลได้มากกว่า หากเข้าใจธรรมชาติของมัน

ชีวิตที่ขาดความสงบใจ เพราะไร้ที่ยึดเหนี่ยว อยู่อย่างไร้คุณค่า และไม่รู้จักทำใจให้เป็นกุศล เป็นชีวิตที่ย่อมรู้สึกถึงความพร่องอยู่ลึกๆ ตลอดเวลา แม้รอบตัวจะเต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติ บริษัทบริวาร และมีอำนาจล้นฟ้าก็ตาม เป็นความพร่องทางจิตวิญญาณ ซึ่งต่างจากความพร่องเพราะไร้ซึ่งวัตถุ หรือความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเพราะไร้ชุมชนที่ตนรู้สึกแนบแน่นด้วย

แม่ชี เทเรซา


อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะทำสิ่งที่มีคุณค่าเป็นอาจิณและหมั่นอบรมจิตอยู่เสมอ ก็หาได้เป็นหลักประกันไม่ว่า เราจะปลอดพ้นจากความรู้สึกพร่องอย่างสิ้นเชิง หรือรู้สึกว่าชีวิตเติมเต็มอย่างสมบูรณ์

ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เผชิญกับภาวะดังกล่าวอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง จนถึงขั้น “วิกฤตศรัทธา” คือแม่ชีเทเรซา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักบุญที่โดดเด่นที่สุดของศตวรรษที่ ๒๐ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการตีพิมพ์หนังสือรวมจดหมายของท่าน ที่เขียนถึงบาทหลวงผู้รับสารภาพบาปตลอดเวลา ๖๖ ปีที่ทำงานรับใช้พระเจ้า (Mother Teresa : Come Be My Light) เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าท่านต้องเผชิญกับความรู้สึก “มืดมน ว่างเปล่า และหนาวเหน็บ” ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอด ๕๐ ปีสุดท้ายของท่าน

มีตอนหนึ่งท่านเขียนว่า “ศรัทธาของดิฉันอยู่ที่ไหน ลึกลงไปภายในไม่มีอะไร นอกจากความว่างเปล่าและความมืดมน พระผู้เป็นเจ้าความเจ็บปวดที่มิอาจหยั่งรู้ได้นี้ช่างเจ็บปวดเสียเหลือเกิน ดิฉันไม่มีศรัทธา ไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำและความคิดที่เนืองแน่นในใจฉัน และทำให้ดิฉันเป็นทุกข์อย่างเหลือล้น.....มีคนบอกดิฉันว่าพระเจ้ารักดิฉันแต่ความมืดมน หนาวเหน็บ และว่างเปล่านั้นมากมายเสียจนกระทั่งไม่มีอะไรสัมผัสวิญญาณของดิฉันเลย”

ความรู้สึกว่าพระเจ้าได้หายไปจากชีวิตของท่านได้เกิดขึ้นช่วงใกล้ๆ กับที่ท่านเริ่มดูแลรักษาคนยากจนที่กัลกัตตา และไม่เคยหายไปเลยจวบจนวาระสุดท้ายของท่าน ดังท่านเล่าว่า “ความมืดมนที่ร้ายกาจเกิดขึ้นภายในใจดิฉัน ราวกับว่าทุกอย่างตายสิ้น มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ดิฉันเริ่มทำงาน (สงเคราะห์คนยากจน)”

ภาวะดังกล่าวทำให้ท่านรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างยิ่ง

“ความโดดเดี่ยวอ้างว้างช่างทรมานยิ่งนักอีกนานเท่าใดที่หัวใจของดิฉันจะต้องทุกข์ทรมานแบบนี้”

จวบจน ๒ ปีสุดท้ายของชีวิตท่าน แม่ชีเทเรซาก็ยังเขียนถึง “ความแห้งผากทางจิตวิญญาณ” ที่เกิดกับท่าน น่าพิศวงมากที่ผู้ซึ่งศรัทธาพระเจ้าอย่างเหลือล้นจนสละตนเพื่อพระองค์ได้ กลับรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่าอยู่ในห้วงลึกของจิต แต่ขณะเดียวกันก็น่าอัศจรรย์ ที่แม้ความทุกข์จะกัดกร่อนใจไม่เว้นแต่ละวันแต่ท่านก็สามารถทำสิ่งยิ่งใหญ่ ให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้อย่างต่อเนื่องถึงครึ่งศตวรรษแสดงให้เห็นถึงศรัทธาอันกล้าแกร่งอย่างยากจะหาผู้ใดเทียมเท่าได้

กรณีแม่ชีเทเรซาทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าความรู้สึกพร่องหรือความอ้างว้างว่างเปล่าทางจิตวิญญาณนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร "เป็นเพราะยิ่งดิฉันต้องการพระองค์มากเท่าไร ดิฉันก็เป็นที่ต้องการน้อยลงเท่านั้น” ดังที่ท่านเคยบันทึกไว้ใช่หรือไม่ หรือว่านี้เป็นปัญหาพื้นฐานของปุถุชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นใครก็หนีความรู้สึกพร่องทางจิตวิญญาณไปไม่ได้ ต่างกันที่มากหรือน้อย และรู้ตัวหรือไม่รู้เท่านั้น


ถ้าเป็นปัญหาพื้นฐานของปุถุชน ความรู้สึกพร่องทางจิตวิญญาณเกิดขึ้นจากอะไร มีรากเหง้าจากไหน เดวิด ลอย (David Loy) นักปรัชญาชาวอเมริกันได้ให้อรรถาธิบายที่น่าสนใจ โดยอาศัยแนวคิดแบบพุทธเรื่องอนัตตา กล่าวคือในความเป็นจริงแล้ว อัตตาหรือตัวตนนั้นหามีไม่ แต่เป็นเพียงสิ่งที่จิตปรุงแต่งขึ้นมาเอง แล้วก็ยึดติดถือมั่นในอัตตานั้น โดยหลงคิดว่ามันมีอยู่จริงๆ แต่ในส่วนลึกจิตก็รู้อยู่ลางๆ (หรือสงสัย) ว่ามันไม่มีอยู่จริง ส่วนหนึ่งก็จากการสังเกตว่าตัวตนนั้นแปรเปลี่ยนอยู่เรื่อย เดี๋ยวเป็นนั่น เดี๋ยวเป็นนี่ (เพียงแค่ดื่มเหล้าเสพยา ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยิ่งเกิดอุบัติเหตุทางสมอง ก็อาจกลายเป็นคนใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง) แต่จิตไม่สามารถยอมรับความจริงว่าตัวตนนั้นเป็นมายาภาพ ดังนั้นมันจึงพยายามปฏิเสธความจริงข้อนี้ เพราะเท่ากับว่ามันเองก็หามีตัวตนหรือแก่นแท้ที่ยั่งยืนไม่

สิ่งที่จิตทำก็คือ กดข่มความรู้หรือความสงสัยดังกล่าวไว้ ทำนองเดียวกับที่หลายคนชอบกดความรู้สึกไม่ดีเอาไว้ (เช่น เกลียดแม่อยากทำร้ายพ่อ) แต่สิ่งที่ถูกกดนั้นมันไม่หายไปไหน แต่ถูกเก็บไว้ในจิตไร้สำนึก และคอยผุดโผล่ในรูปลักษณ์อาการที่ผิดเพี้ยน (เช่น เกลียดพ่อแม่ แต่ไม่ยอมรับ เลยไปโกรธเกลียดศาลพระภูมิแทนโดยไม่รู้สาเหตุ) ในกรณีความสงสัยว่าตัวตนไม่มีอยู่จริงนั้น อาการที่ปรากฏสู่การรับรู้ของจิตสำนึกคือความรู้สึกพร่อง ว่างเปล่า โหวงเหวง ไม่มั่นคง เหมือนขาดอะไรบางอย่าง แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร  

ความรู้สึกดังกล่าวผลักดันให้ผู้คนพยายามครอบครองสิ่งต่าง ๆ ด้วยเชื่อว่าจะทำให้จิตใจรู้สึกเต็ม หรือมีที่ยึดเหนี่ยวเพื่อให้เกิดความมั่นคง แต่ไม่ว่าจะมีเท่าไร ใจก็ยังรู้สึกพร่อง และไม่มั่นคงอยู่นั่นเอง เพราะสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีน้อยเกินไป แต่อยู่ที่การไม่ยอมรับความจริงว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริงต่างหาก ทางออกจึงได้แก่การยอมรับว่าตัวตนนั้นไม่มีอยู่จริง เลิกปฏิเสธหรือเบือนหน้าหนีความจริงดังกล่าว

แต่การทำเช่นนั้นมิได้เกิดจากการคิด เพราะถึงคิดได้ จิตก็จะยึดเอาความคิดนั้นมาเป็นตัวตนอีกแบบหนึ่ง คือถือเอาเป็น “ตัวกูของกู” การยอมรับความจริงดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงก็จากการประจักษ์แจ้งด้วยปัญญาว่า ไม่มีอะไรที่เป็นตัวกูของกูเลย และไม่มีอะไรที่ยึดติดถือมั่นเป็นตัวตนได้ เมื่อเห็นความจริงอย่างชัดแจ้งจนไร้ข้อสงสัย การกดข่มความจริงจนไปสร้างความปั่นป่วนจากจิตไร้สำนึก ก็ไม่มีอีกต่อไป ความรู้สึกพร่องก็เป็นอันหมดไปอย่างสิ้นเชิง

แม้ศาสนาต่างๆ จะช่วยลดความรู้สึกพร่องลงได้บ้าง เช่น มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แนะนำวิธีทำใจให้สงบ มีสวรรค์และโลกหน้าที่ให้ความหวังว่า จะบรรเทาความรู้สึกพร่องที่รบกวนจิตใจในโลกนี้ให้หมดไปได้ แต่ก็ยังไม่สามารถขจัดความรู้สึกพร่องไปได้อย่างแท้จริง จนกว่าจิตใจจะประจักษ์แจ้งและยอมรับความจริงดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง มองในแง่นี้ความรู้สึกพร่อง จึงเป็นปัญหาสากลของคนทุกคนที่ยังเป็นปุถุชนอยู่


แต่ถึงจะยังไม่บรรลุธรรมอย่างถึงที่สุด เราก็ยังมีหวังว่าจะบรรเทาความรู้สึกพร่องได้เป็นลำดับไป หากใช้ชีวิตและรู้จักทำใจอย่างถูกต้อง แต่ในระหว่างที่ยังไม่สามารถขจัดความรู้สึกดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง เราก็เห็นจะต้องยอมรับว่าความเหงา อ้างว้าง ว่างเปล่า และเปล่าเปลี่ยว เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่เราต้องอยู่กับมันไปอีกนาน
  
พระไพศาล วิสาโล
  

Day 11

ขอให้เราตระหนักว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ปฏิบัติธรรมในพุทธศาสนา เป็นโอกาสอันประเสริฐสุดแล้วนะ ขอให้เราพึ่งพาความเพียรของตนเอง เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง เพื่อความสิ้นทุกข์อย่างแท้จริง อย่าปรารถนาอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้เลย" พระไพศาล วิสาโล 1/17/11

Day 10

แม้จะยังปล่อยวางจากความยึดติดในตัวตนไม่ได้เต็มที่ แต่การเห็นโทษของความยึดติดและตระหนักถึงอุบายของตัวตนที่คอยชักนำให้เราไล่ล่ากวาดต้อนสิ่งต่าง ๆ ให้มาเป็นของมัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปลดปล่อยชีวิตสู่ความสุขและอิสรภาพ - พระไพศาล วิสาโล 2/4/11

Day 9

Thai:

สติ

พระไพศาล วิสาโล กล่าวว่า "สติมีประโยชน์ ช่วยให้เราไม่เป็นทาสความคิด ไม่เป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึก เวลาที่มีความคิดเกิดขึ้น ถ้าไม่มีสติ เราก็จะถูกความคิดพาไปเลยนะ มันสั่งให้โกรธก็โกรธ มันสั่งให้เกลียดก็เกลียด มันสั่งให้ด่าก็ด่า"

ที่มา: ข้อความบนหน้า FB พระไพศาล วิสาโล เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554

English:

Conscious

xxx

From: Status update from FB's page of Phra Paisal Visalo on February 11, 2011

Saturday, February 12, 2011

Day 8

Thai:

เรามองไม่เห็นส่วนดีๆ ในสิ่งที่เรามีอยู่เพราะมัวแต่จดจ่อกับสิ่งที่เราไม่มี

พระไพศาล วิศาโล กล่าวว่า "อะไรทำให้เราไม่สามารถมองเห็นความสุขหรือชื่นชมสิ่งพิเศษที่ "เรามีอยู่" อะไรทำให้ใจของเราไม่สามารถเปิดรับและรู้สึกซาบซึ้งถึงคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่กับเรา คำตอบก็คือเป็นเพราะใจเรามัวจดจ่อแต่สิ่งที่ "เราไม่มี"" 2/1/11

ที่มา: พระไพศาล วิศาโล

English:

xxx

xxxx

From: