โลกนี้ไม่มีคำว่าปาฏิหาริย์ ทุกปรากฏการณ์ในโลกและชีวิตล้วนมีที่มาเสมอ สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นปาฏิหาริย์นั่นเป็นเพราะว่า เรายังมองไม่เห็นเหตุปัจจัยที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์เหล่านั้นเท่านั้นเอง
v.
12/27/11
I'm practically Buddhist, but I believed all religions need people to be a good person and love peace, no matter what and how their believers have done--the core is pure and beautiful. I would like to share my thoughts if it happens to be useful somehow. Sathu. Well, Thai version will be completed each time I post but English version must need some time later. :)
Tuesday, December 27, 2011
Day 100+24
ความอดทนทำให้คนเราสามารถครองเนื้อครองตัวให้สงบ สง่างามและรักษาความเป็นปกติของตนเองไว้ได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ที่คนอื่นสูญเสียปกติสภาพไปหมดแล้ว
V.
12/27/11
V.
12/27/11
Day 100+23
แม้ผู้คนในยุคนี้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่วิสัยทัศน์เกี่ยวกับชีวิตกลับหดสั้นลง หวังเพียงแค่ประโยชน์สุขเฉพาะหน้า เวลาเกือบทั้งชีวิตจึงหมดไปกับการทำมาหาเงินและการแสวงหาความสะดวกสบายทางวัตถุหรือความเพลิดเพลินทางโลก ซึ่งให้ความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ตามมาด้วยความทุกข์ทางใจ อาทิ ความเครียด ความวิตกกังวล ความรุ่มร้อนเพราะอยากได้ไม่หยุดหย่อน มิหนำซ้ำเมื่อต้องพบกับความพลัดพรากสูญเสีย หรือความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันเป็นธรรมดาโลก สิ่งต่าง ๆ ที่สะสมพอกพูนมาไม่ว่าเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ ก็มิอาจช่วยให้จิตใจคลายทุกข์ได้เลย - พระไพศาล วิสาโล
12/27/11
12/27/11
Monday, December 26, 2011
Day 100+22
หากเรากำลังทุกข์ด้วยเรื่องใด ลองถามตัวเองดูซิว่า สิ่งที่กังวลอยู่นั้นมันน่ากลัว จริง ๆ หรือว่าเป็นเพียงสิ่งที่เราสร้า งมันขึ้นมากันแน่ ลองแยกทุกข์แท้ ๆ ออกจากความกังวลให้ได้ แล้วจะเห็นว่าทุกข์แท้ ๆ ที่ควรทุกข์มีอยู่นิดเดียวเอง
ว.วชิรเมธี
12/26/11
ว.วชิรเมธี
12/26/11
Day 100+21
อย่าปล่อยให้การล้มครั้งเดียว มีความหมายเท่ากับการล้มทั้งชีว ิต แต่ควรคิดว่า การล้มหนึ่งครั้งแสดงว่าชีวิตยั งต้องการให้เราพิสูจน์ตนเองครั้ งใหม่ในเส้นทางเก่า หรือไม่ก็ในเส้นทางอื่น ๆ อีกมากมาย"
ว.วชิรเมธี
12/26/11
ว.วชิรเมธี
12/26/11
Day 100+20
มนุษย์มักคิดว่า เมื่อเราได้สมอยากแล้ว ความสุขจะเกิดขึ้น แต่จริงๆ แล้วเมื่อเราได้สมอยากแล้ว ความสุขเกิดขึ้นเพียงชั่วประเดี ๋ยวเดียวเท่านั้น แล้วความอยากเรื่องใหม่ก็จะเข้า มาแทนที่ต่อไปอย่างไม่มีวันจบสิ ้น
ว.วชิรเมธี
ว.วชิรเมธี
12/26/11
Day 100+19
ทุกข์มีไว้ให้รู้ คือ เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นทุกข์เพราะสาเหตุใด ก็ตาม จงเรียนรู้มัน ศึกษามัน สบตากับมัน ไม่ใช่หนีมัน คนที่ไม่ยอมสบตากับความทุกข์จะท ุกข์ซ้ำสอง
ว.วชิรเมธี
12/26/11
ว.วชิรเมธี
12/26/11
Day 100+18
ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จก็จริง แต่ก็เปิดโอกาสให้แก่ผู้ที่มีคว ามเพียรเสมอ - พระไพศาล วิสาโล
12/12/11
12/12/11
Day 100+17
สงสารตัวเอง"
ถ้าสงสารตัวเอง เราแก้ได้ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยการทำดีกับตัวเอง ไม่ใช่แค่นึกเอา
เรามักจะทำร้ายตัวเอง ด้วยการนึกถึงตัวเองในทางที่แย่ ถึงที่สุดแล้วไม่มีใครทำร้ายจิต ใจเราได้นอกจากตัวเราเอง
ถ้าเราสงสารตัวเอง ก็ขอให้รู้ว่าเรากำลังซ้ำเติมตั วเอง เราบอบช้ำมากพอแล้ว อย่าซ้ำเติมตัวเองอีกเลย
ขอให้ตั้งจิตว่า ต่อไปนี้ฉันจะเลิกซ้ำเติมตัวเอง ฉันจะให้กำลังใจตัวเอง ฉันจะแผ่เมตตาให้ตัวเอง ฉันจะทำสิ่งดี ๆ ให้ตัวเอง เช่น เข้าวัด ฟังธรรม ทำสิ่งดีงาม ฉันจะปล่อยวาง ฉันจะไม่แบกโลกเอาไว้อีกแล้วนะ
พระไพศาล วิสาโล
ถ้าสงสารตัวเอง เราแก้ได้ด้วยการแผ่เมตตา ด้วยการทำดีกับตัวเอง ไม่ใช่แค่นึกเอา
เรามักจะทำร้ายตัวเอง ด้วยการนึกถึงตัวเองในทางที่แย่
ถ้าเราสงสารตัวเอง ก็ขอให้รู้ว่าเรากำลังซ้ำเติมตั
ขอให้ตั้งจิตว่า ต่อไปนี้ฉันจะเลิกซ้ำเติมตัวเอง
พระไพศาล วิสาโล
12/13/11
Extra 19 Autopropaganda
“การโฆษณาฝังหัวตนเอง (autopropaganda)”
ทุกวันนี้ผู้คนพากันเข้าหาและตา มติดแหล่งข่าวสารข้อมูลที่สอดคล ้องกับความเชื่อและรสนิยมของตัว มากขึ้นทุกที อันที่จริงนี้เป็นธรรมดาของมนุษ ย์ เป็นแต่ว่าในยุคนี้แหล่งข่าวสาร ข้อมูลที่ตรงใจตัวเองนั้นหาได้ง ่ายขึ้น เข้าถึงได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังมีให้เลือกอย่างล้นเห ลือ รวมทั้งมีทุกแนวทุกแบบและทุกเฉด สี แม้แต่ความคิดที่สุดโต่งก็เข้าถ ึงได้ง่าย เพราะการเผยแพร่ข่าวสารเหล่านี้ทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนมาก เพียงแต่เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาหรือ ไม่ก็ใช้อีเมลเป็นสื่อก็สำเร็จป ระโยชน์แล้ว
แหล่งข้อมูลเหล่านี้เน้นสื่อสาร กับคนที่คิดเหมือนกัน คอเดียวกัน ดังนั้นจึงมักให้ข้อมูลและความเ ห็นไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่สนใจข้อมูลหรือความคิดเห็ นที่ต่างออกไป มิหนำซ้ำยังใส่อารมณ์ได้เต็มที่ จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้รับสื ่อนั้นมีความคิดสุดโต่งมากขึ้น โดยเชื่อมั่นเต็มร้อยว่าความรับ รู้และความเห็นของตนนั้นถูกต้อง ที่สุด และดังนั้นจึงมีแนวโน้มที่จะมอง คนที่เห็นต่างจากตนเป็นพวกที่ “ไม่รู้จริง” “งี่เง่า” หรือ “เลวทราม”ไปเลย
Facebook เป็นตัวอย่างหนึ่งของสื่อที่สาม ารถทำให้คนมีความคิดเห็นที่แคบล งหรือถึงกับสุดโต่งไปเลยได้ง่าย ขึ้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่ จะเลือกรับคนที่มีความคิดเห็นหร ือรสนิยมคล้ายกันมาเป็นเพื่อน ใครที่แสดงความเห็นต่างจากตน หากต่างอย่างสุดขั้ว(หรือต่างเพ ียงแค่บางเรื่องบางประเด็นหรือบ างระดับ) ก็ถูกตัดออกไปได้ง่าย ๆ คงเหลือแต่เพื่อนที่คิดเหมือนกั นหรือมองในแนวเดียวกัน จึงเท่ากับตอกย้ำความเชื่อที่มี อยู่จนมั่นใจว่าเป็นความเชื่อที ่ถูกต้อง
ทุกวันนี้ผู้คนพากันเข้าหาและตา
แหล่งข้อมูลเหล่านี้เน้นสื่อสาร
Facebook เป็นตัวอย่างหนึ่งของสื่อที่สาม
พระไพศาล วิศาโล
12/15/11
Extra 18 Narrowing
ยุคข่าวสารข้อมูล แต่คนกลับมีทัศนะแคบลง"
ทุกวันนี้สื่อดั้งเดิมนอกจากจะเ น้นเนื้อหาข่าวสารเฉพาะด้านมากข ึ้นแล้ว ยังมีความเป็นกลางน้อยลง แต่ “เอียงข้าง”ชัดเจนขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อแข่งกับสื่อชนิ ดใหม่ที่นับวันจะดึงลูกค้าของสื ่อดั้งเดิมออกไป การเอียงข้างในที่นี้หมายถึงการ แสดงความเห็นหรือจุดยืนที่ชัดเจ นในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แทนที่จะเสนอข้อมูลล้วน ๆ ให้ผู้อ่านผู้ชมตัดสินเอาเอง
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การนำเสนอข้อมูลแต่เพียงแง่ใดแง ่หนึ่ง มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นตามมามากขึ้ น เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการเส พสื่อที่มีความเห็นและจุดยืนสอด คล้องกับตน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนนั บวันจะอยู่ในโลกแห่งข่าวสารข้อม ูลที่ตนเลือกเฟ้นขึ้นเอง และเหินห่างจากความเป็นจริงมากข ึ้น เพราะมองเห็นและยึดติดอยู่แต่คว ามจริงด้านเดียว (หรือแย่กว่านั้นก็คือยึดติดกับ ความเท็จความลวง) ขณะเดียวกันก็ปิดกั้นตัวเองจากข ่าวสารข้อมูลและความเห็นที่ไม่ถ ูกใจตน ผลเสียที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็ คือ เกิดช่องว่างทางความคิดกับคนอื่ น ๆ มากขึ้น เหมือนกับคนตาบอดที่คลำช้างคนละ ส่วนแล้วหลงคิดว่าแต่ละส่วนนั้น เป็นความจริงทั้งหมด ผลที่เกิดขึ้นก็คือการทะเลาะเบา ะแว้งเพราะต่างยึดมั่นใน “ความจริง”ของตน จนถึงกับเห็นซึ่งกันและกันเป็นศ ัตรู
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งในสั งคมปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการยึดติดถือ มั่นกับความเชื่อของตน โดยไม่สนใจรับฟังความเห็นที่ต่า งจากตนเลย
น่าแปลกที่ว่าในยุคข่าวสารข้อมู ล ผู้คนแทนที่จะมีความรู้และมุมมอ งกว้างขวางขึ้น กลับมีทัศนะที่แคบลง ไม่ใช่เพียงเพราะสื่อเลือกข้างก ันมากขึ้นเท่านั้น หากยังเป็นเพราะผู้คนเลือกที่จะ "โฆษณาฝังหัวตนเอง" ด้วย ในแง่นี้จึงไม่ต่างกับการ "สร้างกรงขังทางด้านสติปัญญา" ให้แก่ตนเองโดยไม่รู้ตัว วิธีหนึ่งที่จะช่วยทลายกรงขังดั งกล่าวก็คือ การพยายามเปิดใจรับรู้ข่าวสารข้ อมูลและความเห็นที่หลากหลาย ด้วยการเข้าหาแหล่งข้อมูลที่มีจ ุดยืนหรือความเห็นไม่ตรงกับตนเอ งบ้าง
ไม่ใช่เพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไรเท่ านั้น แต่เพื่อรับฟัง ไตร่ตรอง และเทียบเคียงกับข้อมูลที่ตนมี รวมทั้งเพื่อตรวจทานความเห็นของ ตนด้วย ในเวลาเดียวกันก็ควรขยายแวดวงผู ้ที่ตนติดต่อสื่อสารให้กว้างขวา งขึ้น ไม่ใช่แค่รับคนที่คิดเหมือนกันเ ป็นเพื่อนใน Facebook เท่านั้น แต่ควรรวมไปถึงคนที่คิดต่างจากเ ราด้วย
จริงอยู่การเปิดใจรับฟังคนที่คิ ดต่างจากเราไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในบรรยากาศที่การเมืองแ ยกขั้วอย่างชัดเจน ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอความเ ห็นที่สุดโต่งและการด่าทอ ซึ่งกำลังแพร่ระบาดโดยเฉพาะในสื ่ออินเตอร์เน็ตและสื่อประเภท social media แต่นั่นเป็นผลข้างเคียง หากเราพยายามอดทนและรู้จักทำใจ ก็ย่อมได้ประโยชน์จากข่าวสารข้อ มูลและความเห็นที่ไม่ถูกใจตน
อย่าลืมว่าหากเรารับรู้แต่สิ่งเ ดิม ๆ ที่ตรงกับความคิดความเชื่อของเร าอยู่แล้ว สติปัญญาของเราจะงอกเงยได้อย่าง ไร มีอะไรอีกหรือที่เราจะเรียนรู้เ พิ่มเติมหากเราอ่านและฟังแต่สิ่ งที่ตรงใจเราหรือยืนยันความเชื่ อเดิม ๆ ของเรา
พระไพศาล วิสาโล
12/17/11
ทุกวันนี้สื่อดั้งเดิมนอกจากจะเ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การนำเสนอข้อมูลแต่เพียงแง่ใดแง
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้คนนั
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งในสั
น่าแปลกที่ว่าในยุคข่าวสารข้อมู
ไม่ใช่เพื่อรู้ว่าเขาคิดอะไรเท่
จริงอยู่การเปิดใจรับฟังคนที่คิ
อย่าลืมว่าหากเรารับรู้แต่สิ่งเ
พระไพศาล วิสาโล
12/17/11
Day 100+16
วุ่นกับว่างมันต้องมาคู่กัน ชีวิตที่วุ่นจะไม่เลวร้ายเกินไป ถ้าหากเราเติมความว่างให้กับชีว ิตบ้าง - พระไพศาล วิสาโล
12/20/11
12/20/11
Day 100+15
โลกนี้เต็มไปด้วยคนขาดความรักมา กมาย เป็นเพราะเราอยู่กันแบบตัวใครตั วมัน จนนึกถึงแต่ตัวเองมากไป ที่ขาดรักส่วนหนึ่งก็เพราะเรามั วแต่เรียกร้องความรักจากคนอื่น - พระไพศาล วิสาโล
12/21/11
12/21/11
Day 100+14
คนเรามักปรารถนาความเป็นอมตะ แต่ก็อย่าลืมว่าสิ่งอื่น ๆ ก็ต้องการเป็นอมตะเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทังเซลล์ในร่างกาย ของเรา แต่รู้หรือไม่ว่าวิธีเดียวที่จะ ทำให้เซลล์ในร่างกายเราเป็นอมตะ ก็คือ การเป็นเซลล์มะเร็ง นั่นคือแบ่งตัวไม่หยุด โดยไม่ยอมตายเสียที แต่ในที่สุดมันก็กลับกลายเป็นภั ยร้ายแรงต่ออวัยวะและร่างกายที่ มันอาศัยอยู่ จะว่าไปแล้วการที่เซลล์ยอมตาย เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของมันที่ ทำให้ร่างกายของเราดำเนินไปได้ด ้วยดี ฉันใดก็ฉันนั้น ความตายของเราเองก็เป็นหน้าที่อ ย่างหนึ่งที่ช่วยให้โลกนี้ดำเนิ นไปได้อย่างปกติสุขและเป็นประโย ชน์ต่อชนรุ่นหลัง - พระไพศาล วิสาโล
12/20/11
12/20/11
Day 100+13
โลกเปลี่ยนไป เมื่อใจเปลี่ยนแปลง…"
หลายครั้งที่หลายสิ่งหลายอย่างไ ม่ได้เป็นไปดังที่คาดหวังและตั้งใจ จึงเป็นที่มาของความทุกข์ในชีวิ ตของคนเรา
ความทุกข์ย่างกรายเข้ามาในชีวิต ของคนทุกคนโดยไม่เลือกเวลา สถานที่ และแม้แต่ชนชั้นวรรณะ เราจะจัดการอย่างไร...กับความทุ กข์เหล่านั้น?
วิธีการเดียวที่จะจัดการกับความ ทุกข์ได้ก็คือการยอมรับว่าทุกข์ นั้นเป็นเพียงความธรรมดาของชีวิ ต เมื่อมีทุกข์ก็ย่อมมีวันที่ความ ทุกข์นั้นจะหมดไป ไม่มีความทุกข์ใดจะคงอยู่ตราบชั ่วนิรันดร์ ไม่เพียงแต่ความทุกข์ ความสุขก็เป็นอย่างนี้เช่นกัน
เมื่อทำความเข้าใจดังนี้ได้แล้ว ก็สามารถเรียกได้ว่า นี่คือการ ‘ตื่นรู้’ แห่งชีวิต
ประโยชน์แห่งการ ‘ตื่นรู้’ นั้นจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก ของเราทุกคนที่มองเห็นและพร้อมจ ะเปลี่ยนแปลง และหากเรายิ่ง ‘ตื่น’ เร็วเท่าไร ความสงบในจิตใจก็จะเดินทางมาหาเ ราเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น
ปีใหม่นี้ มาร่วมตื่นรู้กันเสียที...
นิทรรศการ ‘WAKE UP EARLY : ตื่นแต่เนิ่นๆ’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนังสือ ‘NEW HEART NEW WORLD : โลกเปลี่ยนไป เมื่อใจเปลี่ยนแปลง’ ที่นำเสนอการทำความเข้าใจโลกและ การเรียนรู้ภายในจิตใจตนเองของค น 22 คน ได้แก่ ดนัย จันทร์เจ้าฉาย, พลอย มัลลิกะมาส, วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล, อ.วิเชียร ไชยบัง, พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวํโส, นรเศรษฐ หมัดคง, ดังตฤณ, สุนิสา สุขบุญสังข์, ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ, พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์, วชิรา รุธิรกนก, วิทิตนันท์ โรจนพานิช, นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช, โจน จันได, ดร.สุวินัย ภรณวลัย, ภัทราวดี มีชูธน, ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน, จักรพันธ์ สุวรรณพาณิชย์, ตุล ไวฑูรเกียรติ, อ.ประมวล เพ็งจันทร์, วิศุทธิ์ พรนิมิตร และดร.สรยุทธ รัตนพจนารถ
12/22/11
หลายครั้งที่หลายสิ่งหลายอย่างไ
ความทุกข์ย่างกรายเข้ามาในชีวิต
วิธีการเดียวที่จะจัดการกับความ
เมื่อทำความเข้าใจดังนี้ได้แล้ว
ประโยชน์แห่งการ ‘ตื่นรู้’ นั้นจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก
ปีใหม่นี้ มาร่วมตื่นรู้กันเสียที...
นิทรรศการ ‘WAKE UP EARLY : ตื่นแต่เนิ่นๆ’ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการหนังสือ
12/22/11
Extra 17 Next Step
ทำทาน รักษาศีล แลัวขั้นต่อไป คือ ภาวนา"
การปฏิบัติธรรมก็มีวิธีการเฉพาะ ตัวในแต่ละขั้นแต่ละตอน ในทางพุทธศาสนาเราจะมีคำว่า "ธรรมานุธรรมปฏิบัติ" คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทานและศีลเราทำมามากแล้ว ก็ควรทำต่อไป แต่พอมาถึงเรื่องของการบำเพ็ญทา งจิต โดยเฉพาะการเจริญสติ และปัญญา เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะ "รู้ทันกิเลส" บ้างละ ไม่จำเป็นต้องไป "กดข่ม" หรือ "ต้านกิเลส" ทางสายที่ ๓ สำคัญมาก เพราะว่าการรู้ทันกิเลส เพียงแต่ดู หรือเห็นมันเฉย ๆ เท่านี้ก็มีอานุภาพมาก การจะสู้กับกิเลส บางทีก็ไม่ได้ทำด้วยการต้านมัน หรือเล่นงานมัน เพียงแต่รู้ เพียงแต่เห็นเฉย ๆ มันก็ล่าถอยไปได้ โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกิเลสเ ลย เวลาโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้น มันก็ดับไป
ที่จริงจะว่าดับมันก็ไม่ถูก เพราะถึงเราไม่ดูมัน ไม่มีสติดูมัน มันก็ดับอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันดับ แล้วก็เกิดใหม่อีก เพราะว่าธรรมชาติของอารมณ์ทั้งห ลาย ทั้งรูปธรรม และนามธรรม มันเกิดแล้วดับ พอเกิดปุ๊บ ก็ดับปั๊บ
แต่พอมีสติรู้ปุ๊บ มาขวางกลาง มันก็ไม่เกิดขึ้น มันดับอยู่แล้วนะ แต่พอมีสติรู้ มันก็ไม่เกิด ทำไมมันถึงไม่เกิด เพราะว่าสติเป็นกุศล พอมีกุศลเกิดขึ้น อกุศลก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ว่าเราไม่ถนัด ไม่คุ้นกับการทำอย่างนี้ เราจึงพยายามเข้าไปต้านมัน พยายามผลักไสมัน แต่เราลืมไปว่า ถ้าเราทำอย่างนั้น ก็ง่ายที่จะถลำเข้าไปอยู่ในอำนา จของมัน อารมณ์พวกนี้เหมือนกับมีกาวติดอ ยู่ พอเราเอามือผลักมัน ปรากฏว่ามือเราติดมันเลย เกิดการยึดติดขึ้น แล้วมันก็ลากเราไปตามอำนาจของมั น
เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สมมติว่า มีรถคันหนึ่งหรือซุงท่อนหนึ่งขว างหน้าบ้าน เราอยากจะเข็นหรือดันให้มันไปไก ล ๆ แต่ว่ายิ่งเข็นยิ่งดัน ตัวเราก็ยิ่งแนบชิดสนิทกับรถหรื อท่อนซุงใช่ไหม อยากผลักให้มันไปห่าง ๆ แต่เรากับมันกลับยิ่งใกล้ชิดกัน ทำนองเดียวกัน พอเราพยายามผลักไสความคิดฟุ้งซ่ าน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ยิ่งผลักไสมันก็ยิ่งโผล่ยิ่งผุด เหมือนยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะใจที่อยา กผลักออกไปนั้นเป็นใจที่เจือด้ว ยกิเลส คือความโลภ ความอยาก มันเป็นอกุศล อกุศล เมื่อเจอกับอกุศลก็เสริมกันพอดี พอดี ทำให้มันมีกำลังเพิ่มขึ้น
แต่ถ้าหากเรามีสติ คือเห็นมันเฉย ๆ เห็นมันด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีความรังเกียจ หรือความอยากผลักไสเจือปน ก็จะเป็นกุศลล้วน ๆ เมื่อเป็นกุศลล้วน ๆ ก็ไม่เปิดโอกาสให้อกุศลเกิดขึ้น ได้ แต่ถ้าเราอยากจะผลักมันออกไป อยากจะกดข่มมันให้หายไป ขณะจิตนั้นเจือด้วยอกุศล จึงกลายเป็นเชื้อให้กับอารมณ์อก ุศลที่เราอยากจะผลัก เท่ากับไปเติมเชื้อให้มัน เหมือนกับเราอยากจะดับไฟ แต่เราเอาน้ำที่ผสมน้ำมันเทลงไป แทนที่ไฟจะดับ มันก็ลุกโพลงเพิ่มขึ้น
พระไพศาล วิสาโล
12/23/11
การปฏิบัติธรรมก็มีวิธีการเฉพาะ
ที่จริงจะว่าดับมันก็ไม่ถูก เพราะถึงเราไม่ดูมัน ไม่มีสติดูมัน มันก็ดับอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันดับ แล้วก็เกิดใหม่อีก เพราะว่าธรรมชาติของอารมณ์ทั้งห
แต่พอมีสติรู้ปุ๊บ มาขวางกลาง มันก็ไม่เกิดขึ้น มันดับอยู่แล้วนะ แต่พอมีสติรู้ มันก็ไม่เกิด ทำไมมันถึงไม่เกิด เพราะว่าสติเป็นกุศล พอมีกุศลเกิดขึ้น อกุศลก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ว่าเราไม่ถนัด ไม่คุ้นกับการทำอย่างนี้ เราจึงพยายามเข้าไปต้านมัน พยายามผลักไสมัน แต่เราลืมไปว่า ถ้าเราทำอย่างนั้น ก็ง่ายที่จะถลำเข้าไปอยู่ในอำนา
เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สมมติว่า มีรถคันหนึ่งหรือซุงท่อนหนึ่งขว
ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะใจที่อยา
แต่ถ้าหากเรามีสติ คือเห็นมันเฉย ๆ เห็นมันด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีความรังเกียจ หรือความอยากผลักไสเจือปน ก็จะเป็นกุศลล้วน ๆ เมื่อเป็นกุศลล้วน ๆ ก็ไม่เปิดโอกาสให้อกุศลเกิดขึ้น
พระไพศาล วิสาโล
12/23/11
Day 100+12
เรื่องนี้สำคัญมาก อย่าพยายามที่จะเอาอะไรๆ ในการปฏิบัติ ความอยากอย่างแรงกล้าที่จะหลุดพ้น หรือรู้แจ้งนั้น จะเป็นความอยากที่ขวางกั้นท่านจ ากการหลุดพ้น ท่านจะเพียรพยายามอย่างหนักตามใ จท่านก็ได้ จะเร่งความเพียรทั้งกลางคืนกลาง วันก็ได้ แต่ถ้าการฝึกปฏิบัตินั้นยังประก อบด้วยความอยาก ที่จะบรรลุเห็นแจ้งแล้ว ท่านจะไม่มีทางที่จะพบความสงบได ้เลย แรงอยากจะเป็นเหตุให้เกิดความ สงสัยและความกระวนกระวายใจ ไม่ว่าท่านจะฝึกปฏิบัติมานานเท่ าใดหรือหนักเพียงใด ปัญญา (ที่แท้)จะไม่เกิดขึ้นจากความอย ากนั้น ดังนั้น จงเพียงแต่ละความอยากเสีย จงเฝ้าดูจิตและกายอย่างมีสติ แต่อย่ามุ่งหวังที่จะบรรลุถึงอะ ไร อย่ายึดมั่นถือมั่นแม้ในเรื่องก ารฝึกปฏิบัติหรือในการรู้แจ้ง
(หลวงปู่ชา สุภัทโธ)
(หลวงปู่ชา สุภัทโธ)
12/26/11
Day 100+11
ชีวิตคนเราส่วนใหญ่หมุนเวียนไปต ามความอยาก มีความอยากเป็นตัวผลักดันให้โลด แล่นไป ความอยากของคนเรานั้นจะว่าไปก็ห นีไม่พ้นความอยากมี กับความอยากเป็น เช่น อยากมีเงินมีทอง อยากมีชื่อเสียงเกียรติยศ หรืออยากเป็นคนเด่นคนดัง เป็นนักกีฬา เป็นดารา แต่ไม่ว่าจะมีอะไรหรือเป็นอะไร ถ้าอยากมีอยากเป็นแล้วก็ทำให้ทุ กข์ทั้งนั้น ไม่ใช่ทุกข์เพียงเพราะมีความอยา กเท่านั้น แม้ได้มีได้เป็นสมอยากในที่สุดก ็ทุกข์เช่นกัน - พระไพศาล วิสาโล
12/26/11
12/26/11
Sunday, December 25, 2011
Day 100+10
การทำงานที่มุ่งแต่เนื้องานล้วนๆ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนทำงานนั้น เป็นวิธีการดำเนินชีวิตที่สุดโต่งอย่างหนึ่ง ทำให้ชีวิตเสียสมดุล ได้งาน แต่ไม่ได้คุณภาพชีวิต ซึ่งพุทธศาสนาไม่เห็นด้วย ในทัศนะของพุทธศาสนา การทำงานควรดำเนินไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผลสัมฤทธิ์ของงาน ควรผลิดอกออกผลพร้อมๆ กับผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินชีวิต
v.vajiramedhi 12/25/11
Extra 16 Addicting
" ให้มีสติ อย่าติดดี "
คนที่ติดดีมักจะไม่ชอบความโกรธ ไม่ชอบความเกลียด เพราะเป็นอารมณ์ที่ไม่ดี ท่านติช นัท ฮันห์ จึงสอนว่า ให้ลองโอบกอดความโกรธดูบ้าง โอบกอดด้วย "สติ" อันนี้เป็นสำนวนเพื่อให้เราไม่ผลักไส ตามความเคยชิน ตามนิสัยติดดีของเรา
คนที่ติดดีมักเห็นว่า โกรธไม่ดี เกลียดไม่ดี นักปฏิบัติโกรธไม่ได้ เกลียดไม่ได้ แต่พอเราเจริญวิปัสสนาเรายอมรับตัวเองตามที่เป็นจริง ก็จะเห็นเลยว่าไม่ใช่เราโกรธ ไม่ใ...ช่เราเกลียด มันเป็นใจที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา เวลาใครมาตำหนิ ถ้าไม่มีสติก็โกรธ แต่ถ้ามีสติก็รู้ว่าความโกรธเกิดขึ้น เวลามีความรู้สึกเสียหน้าเกิดขึ้น ก็เห็นว่าไม่ใช่เราเสียหน้า แต่ถ้ายังมองไปถึงตรงนี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็มองให้เห็นว่ากิเลสมันทุกข์ ไม่ใช่เราทุกข์ เวลาทำอะไรเสียหน้า ก็ให้รู้ว่ากิเลสมันเสียหน้า กิเลสมันทุกข์ ไม่ใช่เราทุกข์
ถ้าเรามีสติเห็นอยู่เรื่อย ๆ ด้วยใจเป็นกลาง จนกระทั่งเห็นว่า ไม่มีเรา ไม่มีของเรา มีแต่รูปและนาม เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นก็ยกให้เป็นความทุกข์ของรูปและนามไป เช่น ตอนนี้รู้สึกเมื่อยขึ้นมา ถ้าไม่มีสติก็รู้สึกว่าฉันเมื่อย กูเมื่อย แต่ถ้ามีสติเห็นความเมื่อย ก็จะคืนความเมื่อยหรือความ ทุกข์ให้เป็นของรูปไป ไม่ใช่เราทุกข์ ไม่ใช่เราเมื่อย มันเป็นรูปที่เมื่อยหรือเป็นกายที่ปวด
ถ้าพูดจริง ๆ แล้ว กายก็ไม่ปวด กายมันไม่รู้สึกหรอกแต่เป็นเวทนา ทางพระพุทธศาสนาจึงแยกออกมาเป็นกาย เวทนา จิตและธรรม เพื่อให้เห็นว่าเวทนานี้ก็อีกตัวหนึ่ง มันไม่ใช่กายที่ปวด แต่เป็นทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นมา แต่ใหม่ ๆ เรายังไม่ต้องไปแยกแยะขนาดนั้น เราพูดรวมๆไปก็แล้วกันว่า เห็นกายมันทุกข์นะ ไม่ใช่เราทุกข์ เห็นใจมันโกรธ ไม่ใช่เราโกรธ การเห็นอย่างนี้จะเป็นบาทฐานไปสู่วิปัสสนา คือเห็น ความจริง ความจริงที่ไม่มีเราตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้น จึงช่วยทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง เพราะว่าต่อไปนี้ไม่มีเราเป็นผู้ทุกข์
พระไพศาล วิสาโล
12/25/11
คนที่ติดดีมักจะไม่ชอบความโกรธ ไม่ชอบความเกลียด เพราะเป็นอารมณ์ที่ไม่ดี ท่านติช นัท ฮันห์ จึงสอนว่า ให้ลองโอบกอดความโกรธดูบ้าง โอบกอดด้วย "สติ" อันนี้เป็นสำนวนเพื่อให้เราไม่ผ
คนที่ติดดีมักเห็นว่า โกรธไม่ดี เกลียดไม่ดี นักปฏิบัติโกรธไม่ได้ เกลียดไม่ได้ แต่พอเราเจริญวิปัสสนาเรายอมรับ
ถ้าเรามีสติเห็นอยู่เรื่อย ๆ ด้วยใจเป็นกลาง จนกระทั่งเห็นว่า ไม่มีเรา ไม่มีของเรา มีแต่รูปและนาม เมื่อมีความทุกข์เกิดขึ้นก็ยกให
ถ้าพูดจริง ๆ แล้ว กายก็ไม่ปวด กายมันไม่รู้สึกหรอกแต่เป็นเวทน
พระไพศาล วิสาโล
Monday, December 19, 2011
Extra 15 Ignoring
"เมื่อกิเลสพาใจหลง"
ใจนี้เป็นใหญ่ แต่หากว่าเราเปิดช่องให้กิเลสคร องใจ กิเลสก็กลายเป็นใหญ่แทน ถึงตอนนั้นแล้วใจก็ต้องคล้อยตาม กิเลส ธรรมชาติของใจ โดยเฉพาะใจที่ไม่มีการอบรม มักคล้อยตามกิเลส ยิ่งอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้ น ยั่วยุ ปลุกเร้า ก็จะทำให้คนเราหลงตามกิเลสไปไม่ มีที่สิ้นสุด
กิเลสมันก็ฉลาดเสียด้วย สามารถปรุงแต่งเหตุผลจนแม้แต่คน ที่มีการศึกษา หรือคนที่มีความรู้ก็ยังคล้อยตา มกิเลสได้ เช่น เห็นคนกำลังเดือดร้อน กำลังลำบากอยู่ต่อหน้าต่อตา แทนที่จะเข้าไปช่วยเหลือเขา กิเลสก็อาจจะสรรหาเหตุผลมาอ้าง ว่าเป็นกรรมของสัตว์บ้าง หรือว่าช่วยเขาแล้วเราได้อะไร เมื่อมีข้ออ้างอย่างนี้แล้ว ก็สามารถเมินหน้าหนีได้อย่างสะด วกใจ
บางทีมันก็หาอุบายสนองความเห็นแ ก่ตัว เช่น กำลังนั่งรถเมล์หรือไฟฟ้า เผอิญมีคนแก่ เด็ก หรือคนท้องมายืนอยู่ใกล้ ๆ ก็แกล้งทำเป็นไม่เห็น แกล้งหลับบ้าง จะได้ไม่ต้องลุกให้เขานั่ง อย่างนี้เรียกว่าตามใจกิเลส เดี๋ยวนี้มีแบบนี้เยอะ การตามกิเลส หรือถูกกิเลสจูงไป ไม่ว่าจะเป็นความโลภ ความโกรธ หรือความหลง
พระไพศาล วิสาโล
11/18/11
ใจนี้เป็นใหญ่ แต่หากว่าเราเปิดช่องให้กิเลสคร
กิเลสมันก็ฉลาดเสียด้วย สามารถปรุงแต่งเหตุผลจนแม้แต่คน
บางทีมันก็หาอุบายสนองความเห็นแ
พระไพศาล วิสาโล
11/18/11
Extra 14 Requiring
"ไม่หลุดจากทุกข์...หากใจยังมุ ่งหาเหตุผลมาสนับสนุนกิเลส"
ปัญหาของผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่มีค วามคิดซับซ้อน ชอบหาเหตุผลมาสนับสนุนอารมณ์ของ ตัว
เช่นเรามักมีเหตุผลมายืนยันว่า ที่เราโกรธนั้นถูกแล้ว ส่วนเด็กมีความคิดที่ไม่ซับซ้อน พอรู้ทันความโกรธ ความโกรธก็เพลาลงเลย แต่ผู้ใหญ่จะไม่ยอมให้ความโกรธท ุเลา มักสรรหาเหตุผลเป็นข้ออ้างว่า สมควรแล้วที่โกรธ ต้องโกรธให้มาก ๆ เพราะไอ้นี่มันเลว มันชั่ว เราจะสรรหาเหตุผลมา เพื่อสนับสนุนความโกรธ หรือหาเหตุผลมาสนับสนุนความอยาก ของเรา แทนที่มันจะเพลาลงเมื่อมีสติรู้ ทันกิเลส มันกลับพุ่งโพล่งขึ้นมาใหม่ เพราะเราไปปรุงแต่ง ยิ่งคนที่มีการศึกษา ก็จะยิ่งมีความฉลาด ในการสรรหาเหตุผลมาปรุงแต่งหรือ รองรับสนับสนุนกิเลสของตัวเอง
เพื่อนคนหนึ่งมีคอมพิวเตอร์โน้ต บุ๊ค เพิ่งซื้อมาได้ปีเดียว พอเจอโน้ตบุ๊คตัวใหม่ อยากได้ขึ้นมาก็จะหาเหตุผลให้ตั วเองว่า โน้ตบุ๊ครุ่นนี้ดีนะ มันเบา ความเร็วสูง แถมเก็บไฟได้นาน เหมาะกับการเอาไปทำงานต่างจังหว ัด คือทั้ง ๆ ที่รู้ว่าตัวเองอยาก แต่พอมีเหตุผลอย่างนี้เข้ามา สติก็กระเจิงเลย เพราะความอยากมีกำลังมากขึ้น
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ทันเหตุผล ที่ถูกปรุงแต่งมาเป็นข้ออ้างด้ว ย รู้ทันลงไปว่าเหตุผลทั้งหมดนี้เ ป็นข้ออ้างของกิเลสทั้งนั้น กิเลสมันก็มีเหตุผลของเหมือนกัน นะ อย่าไปคิดว่าเหตุผลนั้นเกิดจากป ัญญาบริสุทธิ์อย่างเดียว ยิ่งฉลาด ยิ่งจบปริญญาสูง ก็ยิ่งฉลาดในการสรรหาเหตุผลมาสน ับสนุน รองรับความต้องการของมัน ถ้าเราไม่รู้ทันกิเลส เราก็จะถูกมันหลอกไปเรื่อย ๆ
ดังนั้นการรู้ทันจิตใจของตัวเอง นอกจากเราจะต้องรู้ทันอารมณ์ที่ เกิดขึ้นแล้ว เราต้องไวพอที่จะสาวลงไปจนเห็นต ัวการที่อยู่เบื้องหลังอารมณ์หร ือความคิด การเจริญสติมีความสำคัญมาก ประการแรกคือ ช่วยให้กิเลสเข้ามาครองจิตครองใ จไม่ได้ ไม่ใช่เพราะผลักไส ไม่ใช่เพราะรังเกียจ แต่เพราะรู้ รู้แล้วไม่หลงเชื่อ พอมันหายไป ความสงบก็มาแทนที่ เราไม่จำเป็นต้องกดข่ม เราเพียงแต่เห็น ใจก็จะสงบ
พระไพศาล วิสาโล
11/20/11
ปัญหาของผู้ใหญ่ก็คือผู้ใหญ่มีค
เช่นเรามักมีเหตุผลมายืนยันว่า ที่เราโกรธนั้นถูกแล้ว ส่วนเด็กมีความคิดที่ไม่ซับซ้อน
เพื่อนคนหนึ่งมีคอมพิวเตอร์โน้ต
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ทันเหตุผล
ดังนั้นการรู้ทันจิตใจของตัวเอง
พระไพศาล วิสาโล
11/20/11
Day 100+9
ถ้าเสียของก็ให้เสียอย่างเดียว อย่าให้เสียใจด้วย ถ้าเงินหายก็ให้หายแต่เงิน อย่าให้ใจหายด้วย ถ้าเจ็บป่วยก็ป่วยแต่กาย อย่าให้ใจป่วยด้วย ผู็มีปัญญาเมื่อประสบกับความสูญ เสียก็จะสูญเสียเพียงอย่างเดียว แต่ว่าใจยังเป็นปกติได้ นี่คือสิ่งที่เราทุกคนทำได้ หากว่ามีสติและมีปัญญา - พระไพศาล วิสาโล 11/21/11
Extra 13 Vipassana
วิปัสสนา - ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง
วิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่การต้านกิ เลส แต่เปลี่ยนมาเป็นการ รู้ทันกิเลส ตรงนี้คนที่ถนัดกับการต้านกิเลส อาจรู้สึกว่าทำยาก เพราะว่าถูกฝึกมาให้ต้านกิเลสอย ่างเดียว โดยเฉพาะคนที่ใฝ่ธรรมะ เราถูกสอนมาว่าต้องต้านกิเลสอย่ างเดียว ทานก็ดี ศีลก็ดี หรือการกดข่มอารมณ์ ที่เป็นอกุศล ล้วนเป็นไปเพื่อต้านกิเลสทั้งนั ้น
ดังนั้นพอมาทำวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นบาทฐานของวิปัสสนา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้านกิเลส เวลามีความโกรธ ความหงุดหงิดเกิดขึ้น หรือแค่ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ก็จะเข้าไปจัดการกับมัน ด้วยการกดข่ม เวลามีนิวรณ์เกิดขึ้น เช่น ความง่วงเหงา หาวนอน (ถีนมิทธะ) ความฟุ้งซ่าน (อุธัจจกุกกุจจะ) ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) ความปรุงแต่งทางกาม (กามฉันทะ) หรือความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจ (พยาบาท) นักปฏิบัติจะมองว่านิวรณ์เหล่าน ี้เป็นกิเลสที่จะต้องกด ต้องข่ม ต้องจัดการ แต่ใช้วิธีนี้อย่างเดียวไม่พอแล ้ว จะตามกิเลสก็ไม่ใช่ จะต้านกิเลสตะพึดตะพือก็ไม่ถูก โดยเฉพาะในขั้นของการบำเพ็ญทางจ ิต ที่เรียกว่า วิปัสสนา หรือสติปัฏฐาน ถึงขั้นนี้ ต้องยกระดับมาสู่การรู้กิเลสหรื อรู้ทันกิเลสแทน อันนี้จะเรียกว่าเป็นทางสายกลาง ก็ได้
พอปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่ง ตามกิเลสก็สุดโต่ง ต้านกิเลสก็สุดโต่ง ถ้ามาถึงขั้นเป็นวิปัสสนาแล้ว เราจะต้องยกจิตมาสู่ทางสายกลาง คือรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับใจ รู้ความเปลี่ยนแปลงของใจ ที่จริงก็รวมไปถึงกายด้วย ไม่ว่าทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาก็ต าม พอมาถึงขั้นที่เป็นการเจริญสติ หรือวิปัสนาแล้ว จะ " ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง "
ในขั้นสมถกรรมฐาน เรายังเอาเมตตามาข่มโทสะ เอาอสุภะมาข่มราคะ แต่พอถึงจุดที่เป็นการเจริญสติป ัฏฐาน เพื่อเป็นบาทฐานสู่วิปัสสนา เราต้องเปลี่ยนวิธีการ คือหันมาเรียนรู้ที่จะดูใจของตน อย่างเป็นกลาง อะไรเกิดขึ้นก็ "สักแต่ว่ารู้" ไม่ต้องไปทำ อะไรกับมัน รู้เฉย ๆ โกรธก็รู้ ดีใจก็รู้ ชอบก็รู้ ชังก็รู้ ยินดีก็รู้ ยินร้ายก็รู้ ตรงนี้ดูเหมือนง่าย เพราะว่าไม่ต้องทำอะไรนอกจากรู้ แต่ว่าความเคยชินเดิม ๆ ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะเผลอใช้วิ ธีการเดิม ๆ ก็คือไปกด ไปข่ม ไปต้านกิเลส
พระไพศาล วิสาโล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
https://www.facebook.com/ photo.php?fbid=314178001942857& set=a.162484743778851.40257.16 2450523782273&type=1&ref=nf
https://www.facebook.com/ photo.php?fbid=313380388689285& set=a.162484743778851.40257.16 2450523782273&type=1&ref=nf
วิปัสสนากรรมฐานไม่ใช่การต้านกิ
ดังนั้นพอมาทำวิปัสสนา หรือเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นบาทฐานของวิปัสสนา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้านกิเลส เวลามีความโกรธ ความหงุดหงิดเกิดขึ้น หรือแค่ความฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ก็จะเข้าไปจัดการกับมัน ด้วยการกดข่ม เวลามีนิวรณ์เกิดขึ้น เช่น ความง่วงเหงา หาวนอน (ถีนมิทธะ) ความฟุ้งซ่าน (อุธัจจกุกกุจจะ) ความลังเลสงสัย (วิจิกิจฉา) ความปรุงแต่งทางกาม (กามฉันทะ) หรือความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจ (พยาบาท) นักปฏิบัติจะมองว่านิวรณ์เหล่าน
พอปฏิบัติมาถึงจุดหนึ่ง ตามกิเลสก็สุดโต่ง ต้านกิเลสก็สุดโต่ง ถ้ามาถึงขั้นเป็นวิปัสสนาแล้ว เราจะต้องยกจิตมาสู่ทางสายกลาง คือรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับใจ
ในขั้นสมถกรรมฐาน เรายังเอาเมตตามาข่มโทสะ เอาอสุภะมาข่มราคะ แต่พอถึงจุดที่เป็นการเจริญสติป
พระไพศาล วิสาโล
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
https://www.facebook.com/
https://www.facebook.com/
Day 100+8
การรู้จักตนเองมีความหมายหลายแง ่ ไม่ใช่ว่ารู้ว่าคุณมีความสามารถ อะไร มีศักยภาพอะไร รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรเท่านั้ น แต่ยังรู้เท่าทันความรู้สึกนึกค ิดของตัวเองอีกด้วย - พระไพศาล วิสาโล
Day 100+7
คนสมัยนี้คิดเก่ง แต่หยุดความคิดไม่ได้ อยู่ท่ามกลางคนหมู่มากอาจจะรู้ส ึกวุ่นวาย ครั้งมาอยู่กับตัวเองก็อยู่ไม่ไ ด้ เพราะใจฟุ้งมาก
ถ้าเราสามารถเข้าถึงความสงบภายใ นใจ จากการที่จิตมีสมาธิ รู้จักปล่อยวางความคิด เราก็จะอยู่กับตัวเองได้ จะเป็นมิตรกับตัวเองได้ อยู่นิ่ง ๆ ก็มีความสุข เพราะเราสามารถพบความสุขภายใน - พระไพศาล วิสาโล
Day 100+6
ทุกวันนี้ผู้คนไม่สามารถสัมผัสค วามสุขภายในได้ เพราะว่ามัวเอาความสุขไปผูกไว้ก ับสิ่งภายนอก เช่น วัตถุ สิ่งเสพ ความบันเทิง เพื่อนฝูง สินค้าแบรนด์เนม ของพวกนี้นอกตัวทั้งนั้นเลย แต่ถ้าเรารู้จักอยู่กับตัวเองก็ จะพบความสุข และสามารถรู้ทันความคิดจนกระทั่ งปล่อยวางความคิดได้ - พระไพศาล วิสาโล
12/8/11
12/8/11
Day 100+5
" รู้ทันความคิด ไม่ติดอารมณ์ ไม่ข่มไม่กด "
อดทนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีสติเข้ามาด้วย เพราะถ้ามีสติมันไม่ต้องทน มันเห็นแล้วมันก็ปล่อยได้ ทนนี่คือยังแบกอยู่ เหมือนเราแบกของหนักเอาไว้ เราแบกของหนักเราต้องทน เหมือนนักยกน้ำหนักต้องใช้ความอ ดทนมาก เวลาแบกน้ำหนัก จนกว่าจะถึงเวลา 5 วินาทีถึงจะค่อยปล่อย
แต่ว่าเราไม่ต้องทนก็ได้ หากเรามีสติ เพราะเราจะรู้ว่าไปแบกทำไม?
ถ้าเราแบกเราก็ต้องใช้ความทน แต่ถ้าเราปล่อย เราวาง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทน และเราปล่อยวางได้ เพราะเรามีสติ แต่ที่เราไปแบกเพราะเราไม่มีสติ เราก็เลยไปแบกเอาไว้ มันก็เลยต้องใช้ความทนเข้ามาช่ว ยประคองเอาไว้
แต่ถ้าปล่อย ถ้าวางเมื่อไร มันก็ไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทน เพราะมันเบาสบายอยู่แล้ว
นี่คือความต่างระหว่างการใช้ควา มอดทนหรือขันติ กับการมีสติ อดทนเพราะต้องแบก แต่ว่าสตินี้ไม่แบก มันปล่อย เพราะไม่เผลอ
พระไพศาล วิสาโล
12/9/11
อดทนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีสติเข้ามาด้วย เพราะถ้ามีสติมันไม่ต้องทน มันเห็นแล้วมันก็ปล่อยได้ ทนนี่คือยังแบกอยู่ เหมือนเราแบกของหนักเอาไว้ เราแบกของหนักเราต้องทน เหมือนนักยกน้ำหนักต้องใช้ความอ
แต่ว่าเราไม่ต้องทนก็ได้ หากเรามีสติ เพราะเราจะรู้ว่าไปแบกทำไม?
ถ้าเราแบกเราก็ต้องใช้ความทน แต่ถ้าเราปล่อย เราวาง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทน และเราปล่อยวางได้ เพราะเรามีสติ แต่ที่เราไปแบกเพราะเราไม่มีสติ
แต่ถ้าปล่อย ถ้าวางเมื่อไร มันก็ไม่มีอะไรที่จำเป็นต้องทน เพราะมันเบาสบายอยู่แล้ว
นี่คือความต่างระหว่างการใช้ควา
พระไพศาล วิสาโล
12/9/11
Extra 12 Kamar
" เรื่องของกรรม "
Thanayod Chiang รักในหลวง - กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ขอกราบเรียนถามข้อสงสัยครับ
- สถานการณ์ต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในทุกๆ วัน เป็นผลเนื่องจากกรรมไหมครับ
- แล้วการกระทำการที่เราตอบสนองต่ อสถานการณ์นั้นๆ เกิดจากการโน้มน้าวจากกรรมด้วยห รือไม่ครับ (ไม่ว่าจะทำดีหรือทำไม่ดี)
- และเราจะให้เกิดการขาดกันจากกรร ม หมายถึงไม่มีความต่อเนื่องต่อไป อีกจากกรรมนั้นๆ และไม่เกิดการโน้มน้าวจากกรรมได ้อย่างไรครับ
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ครับ
พระไพศาล วิสาโล - สถานการณ์ที่เราต้องเผชิญในแต่ล ะวันนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผลจากกรรมเสมอ ไป เพราะบางอย่าง (เช่น ฝนตก แดดออก แผ่นดินไหว)ไม่เกี่ยวกับกรรม (ที่แปลว่าการกระทำ) เลย แต่เกี่ยวกับกฎธรรมชาติ ที่พุทธศาสนาเรียกว่า "อุตุนิยาม" แม้แต่ความเจ็บป่วยก็ใช่ว่าจะเก ิดจากกรรมเสมอไป อาจเกิดจากอาหารและพันธุกรรม (พุทธศาสนาเรียกกฎเกี่ยวกับการส ืบพันธุ์ว่า"พีชนิยาม")
แต่ถ้าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมไม ่ว่าเล็กหรือใหญ่ ก็เกี่ยวเนื่องกับกรรมทั้งสิ้น ถ้าไม่ใช่กรรมส่วนบุคคล ก็เป็นกรรมร่วมหรือกรรมที่ผู้คน ในสังคมกระทำร่วมกัน เช่น รถติด เศรษฐกิจตกต่ำ ภัยธรรมชาติบางอย่างก็เกี่ยวกับ กรรมร่วมของสังคม เช่น อุทกภัยครั้งล่าสุด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการน ้ำที่ผิดพลาดและการสร้างบ้านเมื องขวางทางน้ำ
ส่วนการตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น ๆ โดยตัวมันเองก็เป็นกรรมอยู่แล้ว เพราะกรรมแปลว่าการกระทำไม่ว่าต อบสนองทางใจ ทางวาจา หรือทางกายก็ตาม
อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าที่คุณถาม นี้คงหมายถึงกรรมในอดีต กรรมในอดีต โดยเฉพาะพฤติกรรมที่สั่งสมเป็นน ิสัย (ทั้งความคิด ทัศนคติ และการแสดงออก) ล้วนมีผลต่อวิธีการตอบสนองต่อสถ านการณ์ต่าง ๆ ทั้งสิ้น ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับกรรมในอด ีตชาติก็ได้ กรรมต่าง ๆ ที่เคยทำมาในปัจจุบันชาติล้วนมี ผลหล่อหลอมนิสัยใจคอที่ทำให้เรา มีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่าง ๆ ทั้งที่เหมือนกับคนอื่นและต่างจ ากคนอื่น
กรรมนั้นเกิดขึ้นจากเจตนาซึ่งยั งมีความยึดติดในตัวตน รวมทั้งติดยึดในบุญและบาป จะพ้นกรรมหรืออยู่เหนือกรรมได้ก ็ต่อเมื่อมีปัญญาจนเห็นไตรลักษณ ์ และหมดสิ้นซึ่งความยึดติดในตัวต น ถึงตอนนั้นสิ่งที่ทำไปก็เป็นแค่ กิริยา ไม่ใช่กรรมอีกต่อไป
12/11/11
Thanayod Chiang รักในหลวง - กราบนมัสการพระอาจารย์ครับ ขอกราบเรียนถามข้อสงสัยครับ
- สถานการณ์ต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในทุกๆ วัน เป็นผลเนื่องจากกรรมไหมครับ
- แล้วการกระทำการที่เราตอบสนองต่
- และเราจะให้เกิดการขาดกันจากกรร
กราบขอบพระคุณพระอาจารย์ครับ
พระไพศาล วิสาโล - สถานการณ์ที่เราต้องเผชิญในแต่ล
แต่ถ้าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมไม
ส่วนการตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น
อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าที่คุณถาม
กรรมนั้นเกิดขึ้นจากเจตนาซึ่งยั
12/11/11
Subscribe to:
Posts (Atom)