Monday, December 26, 2011

Extra 17 Next Step

ทำทาน รักษาศีล แลัวขั้นต่อไป คือ ภาวนา"

การปฏิบัติธรรมก็มีวิธีการเฉพาะตัวในแต่ละขั้นแต่ละตอน ในทางพุทธศาสนาเราจะมีคำว่า "ธรรมานุธรรมปฏิบัติ" คือ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ทานและศีลเราทำมามากแล้ว ก็ควรทำต่อไป แต่พอมาถึงเรื่องของการบำเพ็ญทางจิต โดยเฉพาะการเจริญสติ และปัญญา เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะ "รู้ทันกิเลส" บ้างละ ไม่จำเป็นต้องไป "กดข่ม" หรือ "ต้านกิเลส" ทางสายที่ ๓ สำคัญมาก เพราะว่าการรู้ทันกิเลส เพียงแต่ดู หรือเห็นมันเฉย ๆ เท่านี้ก็มีอานุภาพมาก การจะสู้กับกิเลส บางทีก็ไม่ได้ทำด้วยการต้านมัน หรือเล่นงานมัน เพียงแต่รู้ เพียงแต่เห็นเฉย ๆ มันก็ล่าถอยไปได้ โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรกิเลสเลย เวลาโกรธ เราเห็นความโกรธเกิดขึ้น มันก็ดับไป

ที่จริงจะว่าดับมันก็ไม่ถูก เพราะถึงเราไม่ดูมัน ไม่มีสติดูมัน มันก็ดับอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือมันดับ แล้วก็เกิดใหม่อีก เพราะว่าธรรมชาติของอารมณ์ทั้งหลาย ทั้งรูปธรรม และนามธรรม มันเกิดแล้วดับ พอเกิดปุ๊บ ก็ดับปั๊บ

แต่พอมีสติรู้ปุ๊บ มาขวางกลาง มันก็ไม่เกิดขึ้น มันดับอยู่แล้วนะ แต่พอมีสติรู้ มันก็ไม่เกิด ทำไมมันถึงไม่เกิด เพราะว่าสติเป็นกุศล พอมีกุศลเกิดขึ้น อกุศลก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ว่าเราไม่ถนัด ไม่คุ้นกับการทำอย่างนี้ เราจึงพยายามเข้าไปต้านมัน พยายามผลักไสมัน แต่เราลืมไปว่า ถ้าเราทำอย่างนั้น ก็ง่ายที่จะถลำเข้าไปอยู่ในอำนาจของมัน อารมณ์พวกนี้เหมือนกับมีกาวติดอยู่ พอเราเอามือผลักมัน ปรากฏว่ามือเราติดมันเลย เกิดการยึดติดขึ้น แล้วมันก็ลากเราไปตามอำนาจของมั

เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจน สมมติว่า มีรถคันหนึ่งหรือซุงท่อนหนึ่งขวางหน้าบ้าน เราอยากจะเข็นหรือดันให้มันไปไกล ๆ แต่ว่ายิ่งเข็นยิ่งดัน ตัวเราก็ยิ่งแนบชิดสนิทกับรถหรือท่อนซุงใช่ไหม อยากผลักให้มันไปห่าง ๆ แต่เรากับมันกลับยิ่งใกล้ชิดกัน ทำนองเดียวกัน พอเราพยายามผลักไสความคิดฟุ้งซ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ยิ่งผลักไสมันก็ยิ่งโผล่ยิ่งผุด เหมือนยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะใจที่อยากผลักออกไปนั้นเป็นใจที่เจือด้วยกิเลส คือความโลภ ความอยาก มันเป็นอกุศล อกุศล เมื่อเจอกับอกุศลก็เสริมกันพอดีพอดี ทำให้มันมีกำลังเพิ่มขึ้น

แต่ถ้าหากเรามีสติ คือเห็นมันเฉย ๆ เห็นมันด้วยใจเป็นกลาง ไม่มีความรังเกียจ หรือความอยากผลักไสเจือปน ก็จะเป็นกุศลล้วน ๆ เมื่อเป็นกุศลล้วน ๆ ก็ไม่เปิดโอกาสให้อกุศลเกิดขึ้นได้ แต่ถ้าเราอยากจะผลักมันออกไป อยากจะกดข่มมันให้หายไป ขณะจิตนั้นเจือด้วยอกุศล จึงกลายเป็นเชื้อให้กับอารมณ์อกุศลที่เราอยากจะผลัก เท่ากับไปเติมเชื้อให้มัน เหมือนกับเราอยากจะดับไฟ แต่เราเอาน้ำที่ผสมน้ำมันเทลงไป แทนที่ไฟจะดับ มันก็ลุกโพลงเพิ่มขึ้น

พระไพศาล วิสาโล



12/23/11

No comments:

Post a Comment