I'm practically Buddhist, but I believed all religions need people to be a good person and love peace, no matter what and how their believers have done--the core is pure and beautiful. I would like to share my thoughts if it happens to be useful somehow. Sathu. Well, Thai version will be completed each time I post but English version must need some time later. :)
Friday, April 8, 2011
Day 57
หากเราเปิดใจมองเห็นความทุกข์ขอ งผู้อื่น...เราจะมีความเห็นใจกั นมากขึ้น เราจะรู้สึกว่าทุกคนเป็นเพื่อนท ุกข์ ความรู้สึกว่าทุกคนเป็นเพื่อนทุ กข์ จะทำให้เราเข้ามาใกล้กันมากขึ้น ช่องว่างระหว่างกันจะน้อยลง ความเห็นใจจะมีเพิ่มขึ้น เมื่อเรารู้สึกว่าเราต่างร่วมชะ ตากรรมเดียวกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อ เยียวยาความเจ็บปวดก็จะเกิดขึ้น ตรงนี้เองที่จะทำให้เมตตากรุณาเบ่งบานขึ้น - พระไพศาล วิสาโล 3/22/11
Day 56
"อุปสมสุข คือสุขเพราะสงัดจากกิเลส สงัดจากกิเลสไม่ได้หมายความว่าก ิเลสไม่มี กิเลสมีแต่ว่ามันไม่มารบกวน ไม่รบกวนก็เพราะว่ารู้เท่าทันกิ เลส ไม่ปล่อยให้มันลุกลาม มันเกิดขึ้นก็รู้จักปล่อย รู้จักวาง มันเกิดขึ้นก็เห็นมัน ไม่เข้าไปเป็น มีแต่การเห็น ไม่เข้าไปเป็น" - พระไพศาล วิสาโล
Day 55
สุขที่เกิดจากการเข้าใจสัจธรรมอ ย่างแท้จริง เห็นว่ามันเป็นทุกข์ล้วนๆ ที่ไม่น่ายึดถือได้เลยสักอย่าง สุขอย่างนี้ท่านเรียกว่าสัมโพธิ สุข สุขจากการรู้แจ้ง ถึงตอนนี้กิเลสก็หมดไป ไม่มีเหลือ ตัณหาหมดไปเพราะไม่มีความอยากที ่จะให้สิ่งต่างๆ เป็นสุข หรือแม้แต่จะให้จิตเป็นสุข เพราะว่ามันไม่มีทางจะเป็นไปได้ ยอมจำนนต่อความจริง ก็เกิดปัญญา เป็นสัมโพธิสุข สุขจากการรู้แจ้ง เป็น "สุขเหนือสุข" คือเหนือความสุขทั้งหลายที่เข้า ใจกัน - พระไพศาล
Day 54
"ต้องหัดใช้ความสูญเสียนั้นเป็ นบททดสอบ ทดสอบให้มีธรรมะมากขึ้น ทดสอบให้มีความฉลาดมากขึ้น ในการปล่อย ในการวาง ความทุกข์แต่ละครั้งนี่มันเป็นเ พราะเราไปยึด ไปอยาก" - พระไพศาล วิสาโล 3/26/11
Day 53
"เขาแขวนพระเครื่องกันที่คอ ก็ตามใจ เราแขวนเครื่องรางของพระพุทธเจ้ าที่ในใจ คือ ธรรมะ ที่เป็นความไม่ยึดมั่นถือมั่น เอาความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเครื่องรางแขวน ไว้ในจิตใจนะ ไม่ได้แขวนที่คอ ที่มือ ที่อะไร ถ้าแขวนเป็นก็มี ถ้าแขวนไม่เป็นก็ไม่มี หายวับไปเลย ถ้าแขวนเป็น ก็คือ คิดเป็น ตั้งใจเป็น ก็กลับมาอีก ถ้าหายไปเสียก็เป็นทุกข์ ถ้ากลับมาอีกก็ไม่เป็นทุกข์ หมายความว่า ธรรมะมาอยู่ในจิตใจอีก ก็ไม่มีความทุกข์" - ท่านพุทธทาส
Extra 7
"บุญ" และ "กุศล" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พุทธศาสนิกชนควรแยกให้ได้ เพื่อความหลุดพ้นอย่างแท้จริง
by พระไพศาล วิสาโล - Phra Paisal Visalo on Sunday, March 27, 2011 at 5:31am
เมื่อใดมีการพิจารณากันให้ละเอียดถี่ถ้วน เมื่อนั้นจะพบความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เรียกกันว่า "บุญ" กับ สิ่งที่เรียก(กัน)ว่า "กุศล" บ้างไม่มากก็น้อย แล้วแต่ความสามารถ ในการพินิจพิจารณา แต่ว่าโดยเนื้อแท้แล้ว บุญ กับ กุศล ควรจะเป็นคนละอย่าง หรือ เรียกได้ว่า ตรงกันข้าม ตามความหมายของรูปศัพท์ แห่งคำสองคำนี้ทีเดียว
คำว่า บุญ มีความหมายว่า ทำให้ฟู หรือ พองขึ้น บวมขึ้น นูนขึ้น ส่วนคำว่า กุศล นั้น แปลว่า แผ้วถาง ให้ราบเตียนไป โดยความหมายเช่นนี้ เราย่อมเห็นได้ว่า เป็นของคนละอย่างหรือเดินคนละทาง บุญเป็นสิ่งที่ทำให้ฟูใจ พอใจ ชอบใจ เช่น ทำบุญให้ทานหรือรักษาศีลก็ตาม แล้วก็ฟูใจ อิ่มเอิบ หรือแม้ที่สุดแต่รู้สึกว่าตัวได้ทำสิ่งที่ทำยาก
ในกรณีที่ทำบุญเอาหน้า เอาเกียรติ อย่างนี้ก็ได้ชื่อว่าได้บุญเหมือนกัน แม้จะเป็นบุญชนิดที่ไม่สู้จะแพ้ หรือแม้ในกรณีที่ทำบุญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพื่อเอาบุญกันจริง ๆ ก็ยังอดฟูใจไม่ได้ว่าตนจะได้เกิดในสุคติโลกสวรรค์ มีความปรารถนาอย่างนั้นอย่างนี้ ในภพนั้น ภพนี้ อันเป็น ภวตัณหานำไปสู่การเกิดในภพใหม่ เพื่อเป็น อย่างนั้น อย่างนี้ ตามแต่ตนจะปรารถนา ไม่ออกไปจาก การเวียนว่ายตายเกิด ในวัฎสงสารได้ แม้จะไปเกิดในโลกที่เป็นสุคติ อย่างไรก็ตาม
ฉะนั้น ความหมายของคำว่าบุญ จึงหมายถึง สิ่งที่ทำให้ฟูใจและเวียนไปเพื่อความเกิดอีก ไม่มีวันที่สิ้นสุดลงได้
ส่วนกุศลนั้น เป็นสิ่งที่ ทำหน้าที่ แผ้วถาง สิ่งกีดขวาง ผูกรัด หรือ รกรุงรัง ไม่ข้องแวะกับความฟูใจ หรือ พอใจ เช่นนั้น แต่มีความมุ่งหมายจะกำจัดเสียซึ่ง สิ่งต่างๆ อันเป็นเหตุ ให้พัวพันอยู่ใน กิเลสตัณหา อันเป็น เครื่องนำให้เกิดแล้วเกิดอีก และมีจุดมุ่งหมายกวาดล้างสิ่งเหล่านั้นออกไปจากตัว
ในเมื่อบุญต้องการ โอบรัดเข้ามาหาตัว ให้มีเป็นของของตัวมากขึ้น ในเมื่อฝ่ายที่ถือข้างบุญยึดถือ อะไรเอาไว้มากๆ และพอใจ ดีใจนั้น ฝ่ายที่ถือข้างกุศลก็เห็นว่าการทำอย่างนั้น เป็นความโง่เขลา ขนาดเข้าไปกอดรัดงูเห่าทีเดียว ฝ่ายข้างกุศล หรือ ที่เรียกว่า ฉลาด นั้น ต้องการจะปล่อยวาง หรือ ผ่านพ้นไป ทั้งช่วยผู้อื่นให้ปล่อยวาง หรือผ่านพ้นไปด้วยกัน ฝ่ายข้างกุศล จึงถือว่า ฝ่ายข้างบุญนั้นยังเป็นความมืดบอดอยู่
แต่ว่า บุญ กับ กุศล สองอย่างนี้ ทั้งที่มี เจตนารมณ์ แตกต่างกัน ก็ยังมี การกระทำ ทางภายนอกอย่างเดียวกัน ซึ่งทำให้เราหลงใหลในคำสองนี้อย่างฟั่นเฝือ เพื่อจะให้เข้าใจกันง่าย ๆ เราต้องพิจารณา ดูที่ตัวอย่างต่าง ๆ ที่เรา กระทำกัน อยู่จริง ๆ คือ
(1) ในการให้ทาน ถ้าให้เพราะจะเอาหน้าเอาเกียรติ หรือ เอาของตอบแทนเป็นกำไร หรือ เพื่อผูกมิตร หาพวกพ้อง หรือ แม้ที่สุดแต่เพื่อให้บังเกิดในสวรรค์ อย่างนี้ เรียกว่าให้ทานเอาบุญหรือได้บุญ
แต่ถ้าให้ทานอย่างเดียวกันนั่นเอง แต่ต้องการ เพื่อขูดความขี้เหนียวของตัว ขูดความเห็นแก่ตัว หรือให้เพื่อค้ำจุนศาสนาเอาไว้ เพราะเห็นว่าศาสนาเป็น เครื่องขูดทุกข์ของโลก หรือ ให้เพราะเมตตาล้วน ๆ โดยบริสุทธิ์ใจ หรือ(ด้วย)อำนาจเหตุผล อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญาเป็นผู้ชี้ขาดว่า ให้ไปเสียมีประโยชน์มากกว่าเอาไว้ อย่างนี้เรียกว่าให้ทานเอากุศลหรือได้กุศล ซึ่งมันแตกต่าง ๆ ไปคนละทิศละทางกับการให้ทานเอาบุญ
เราจะเห็นได้กันสืบไปอีกว่า การให้ทานเอาบุญนั่นเอง ที่ทำให้เกิดการฟุ่มเฟือยขึ้นในสังคม ฝ่ายผู้รับทาน จนกลายเป็นผลร้ายขึ้น ในวงพระศาสนาเอง หรือในวงสังคมรูปอื่น ๆ เช่น มีคนขอทานในประเทศมากเกินไป เป็นต้น การให้ทาน(ที่)ถูกนักคิดพากันวิพากษ์วิจารณ์ ในแง่เสื่อมเสีย ก็ได้แก่ การให้ทานเอาบุญนี้เอง ส่วนการให้ทานเอากุศลนั้นอยู่สูง พ้นการที่ถูกเหยียดอย่างนี้ เพราะว่ามีปัญญาหรือเหตุผลเข้าควบคุม แม้ว่าอยากจะให้ทาน เพื่อขูดเกลา ความขี้เหนียว ในจิตใจ ของเขา ก็ยังมีปัญญา รู้จักเหตุผลว่า ควรให้ไปในรูปไหน มิใช่เป็นการให้ไปในรูป “ละโมบบุญ” หรือ “เมาบุญ” เพราะว่ากุศล ไม่ได้เป็นสิ่งที่หวานเหมือนกับบุญ จึงไม่มีใครเมา และไม่ทำให้เกิดการเหลือเฟือ ผิดความสมดุลขึ้นในวงสังคมได้เลย นี่เราพอจะเห็นได้ว่า ให้ทานเอาบุญ กับ ให้ทานเอากุศลนั่น ผิดกันเป็นคนละอันอย่างไร
(2) ในการรักษาศีล ก็เป็นทำนองเดียวกันอีก รักษาศีลเอาบุญ คือรักษาไปทั้งที่ไม่รู้จัก ความมุ่งหมายของศีล เป็นแต่ยึดถือในรูปร่างของการรักษาศีล แล้วรักษาเพื่ออวดเพื่อนฝูง หรือ เพื่อแลกเอาสวรรค์ ตามที่นักพรรณนาอานิสงส์ เขาพรรณนากันไว้หรือ ทำอย่างละเมอไปตามความนิยมของคนที่มีอายุล่วงมาถึงวัยนั้นวัยนี้ เป็นต้น ยิ่งเคร่งเท่าใด ยิ่งส่อความเห็นแก่ตัว และความยกตัว มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีความยุ่งยากในครอบครัว หรือวงสังคม เกิดขึ้นใหม่ ๆ แปลก ๆ เพราะ ความเคร่งครัด ในศีลของบุคคลประเภทนี้อย่างนี้ เรียกว่ารักษาศีลเอาบุญ
ส่วนบุคคลอีกประเภทหนึ่ง รักษาศีลเพียงเพื่อให้เกิดการบังคับตัวเอง สำหรับจะเป็นทางให้เกิดความ บริสุทธิ์ และความสงบสุขแก่ตัวเองและเพื่อนมนุษย์เพื่อใจสงบ สำหรับเกิดปัญญา ชั้นสูง นี้เรียกว่า รักษาศีลเอากุศล
รักษา(ศีล)มีจำนวนเท่ากัน ลักษณะเดียวกัน ในวัดเดียวกัน แต่กลับเดินไปคนละทิศละทาง อย่างนี้เป็นเครื่องชี้ ให้เห็นภาวะแห่งความแตกต่าง ระหว่างคำว่า บุญ กับคำว่า กุศล
คำว่ากุศลนั้น ทำอย่างไรเสีย ก็ไม่มีทางตกหล่ม จมปลักได้เลย ไม่เหมือนกับคำว่า บุญ
และกินเข้าไปมากเท่าไร ก็ไม่มีเมา ไม่เกิดโทษ ไม่เป็นพิษ
ในขณะที่คำว่า บุญ แปลว่า เครื่องฟูใจนั้น
คำว่ากุศล แปลว่า ความฉลาดหรือ เครื่องทำให้ฉลาด และปลอดภัย ร้อยเปอร์เซ็นต์
(3) ในการเจริญสมาธิ ก็เป็นอย่างเดียวกันอีก คือ สมาธิเอาบุญก็ได้ เอากุศลก็ได้ สมาธิเพื่อดูนั่นดูนี่ ติดต่อกับ คนโน้นคนนี้ที่โลกอื่น ตามที่ตนกระหาย จะทำให้เก่งกว่าคนอื่น หรือ สมาธิเพื่อการไปเกิด ในภพนั้น ภพนี้ อย่างนี้เรียกว่า สมาธิเอาบุญ หรือ ได้บุญ เพราะทำใจให้ฟู ให้พอง ตามความหมายของมัน นั่นเอง ซึ่งเป็นของที่ปรากฏว่าทำอันตราย แก่เจ้าของ ถึงกับต้องรับการรักษาเป็นพิเศษ หรือ รักษาไม่หายจนตลอดชีวิตก็มีอยู่ไม่น้อย เพราะว่า สมาธิเช่นนี้(มี)ตัณหาและทิฎฐิเป็นสมุฎฐาน แม้จะได้ผลอย่างดีที่สุดก็เพียงได้เกิดในวัฏสงสาร ตามที่ตนปรารถนาเท่านั้น ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน
ส่วนสมาธิที่มีความมุ่งหมาย เพื่อการบังคับใจตัวเอง ให้อยู่ในอำนาจ เพื่อกวาดล้าง กิเลส อันกลุ้มรุมจิตให้ ราบเตียน ข่มขี่มิจฉาทิฎฐิ อันจรมาในปริมณฑลของจิต ทำจิตให้ผ่องใสเป็นทางเกิดของวิปัสสนาปัญญา อันดิ่งไปยังนิพพาน เช่นนี้เรียกว่า สมาธิได้กุศล ไม่ทำอันตรายใคร ไม่ต้องหาหมอรักษา ไม่หลงวนเวียน ในวัฎสงสาร จึงตรงกันข้าม จากสมาธิเอาบุญ
(4) ครั้นมาถึงปัญญา นี้ไม่มีแยกเป็นสองฝ่าย คือ ไม่มีปัญญาเอาบุญ เพราะตัวปัญญานั้นเป็นตัวกุศล เสียเองแล้ว เป็นกุศลฝ่ายเดียว นำออกจากทุกข์อย่างเดียว แม้ยังจะต้องเกิดในโลกอีก เพราะ(ปัญญา)ยังไม่แก่ถึงขนาด ก็มีความรู้สึกตัว เดินออกนอกวัฎสงสาร มีทิศทางดิ่งไปยังนิพพานเสมอ ไม่วนเวียน จนติดหล่ม จมเลน โดยความไม่รู้สึกตัว ถ้ายังไม่ถึงขนาดนี้ ก็ยังไม่เรียกว่า ปัญญาในกองธรรม หรือ ธรรมขันธ์ ของพุทธศาสนา ดังเช่น ปัญญาในทาง อาชีพหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เป็นต้น ตามตัวอย่าง ที่เป็นอยู่ในเรื่องจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของพวกเราเอง
ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า การที่เราเผลอ หรือ ถึงกับหลงเอา บุญ กับ กุศล มาปนเป เป็นอันเดียวกันนั้น ได้ทำให้เกิด ความสับสนอลเวง เพียงไร และทำให้คว้าไม่ถูกตัวสิ่งที่เราต้องการ จนเกิดความยุ่งยากสับสน อลหม่าน ในวงพวกพุทธบริษัทเองเพียงไร ถ้าเรายังขืนทำสุ่มสี่สุ่มห้า เอา ของสองอย่างนี้เป็นของอันเดียวกัน อย่างที่ เรียกกัน พล่อยๆ ติดปากชาวบ้านว่า "บุญกุศลๆ" เช่นนี้อยู่สืบไปแล้ว เราก็จะไม่สามารถ แก้ปัญหา ต่างๆ อันเกี่ยวกับ การทำบุญกุศล นี้ ให้ลุล่วงไป ด้วยความดี จนตลอดกัลปาวสานก็ได้
ถ้ากล่าวให้ชัดๆ สั้นๆ
บุญเป็นเครื่องหุ้มห่อ กีดกั้นบาป ไม่ให้งอกงามหรือปรากฏ
หมดอำนาจบุญเมื่อใด บาปก็จะโผล่ออกมาและงอกงามสืบไปอีก
ส่วนกุศลนั้น เป็นเครื่องตัดรากเหง้าของบาปอยู่เรื่อยไป
จนมันเหี่ยวแห้ง สูญสิ้นไม่มีเหลือ
ความต่างกันอย่างยิ่งย่อมมีอยู่
ดังกล่าวนี้คนปรารถนาบุญ จงได้บุญ คนปรารถนากุศล ก็จงได้กุศล และปลอดภัย ตามความปรารถนา แล้วแต่ใคร จะมองเห็น และจะสมัครใจ จะปรารถนาอย่างไร ได้เช่นนี้ เมื่อใดจึงจะชื่อว่า พวกเรารู้จัก บุญกุศล กันจริงๆ รู้ทิศทางแห่งการก้าวหน้า และทิศทางที่วกเวียน ว่าเป็นของที่ไม่อาจจะเอามาเป็นอันเดียวกัน ได้เลย แม้จะเรียกว่า "ทางๆ" เหมือนกัน ทั้งสองฝ่าย
ท่านอาจารย์พุทธทาส อินทปัญโญ
Day 52
"การแสวงความสำราญทางฝ่ายกาย เป็นต้นเหตุแห่งสงคราม การแสดงความสำราญฝ่ายจิต เป็นต้นเหตุแห่งสันติภาพ ถ้าชาวโลก ยังบูชาลัทธิวัตถุนิยม มัวแสวงแต่ ความสำราญทางกาย อย่างเดียว อยู่เพียงใด ก็ไม่มีหวังในสันติภาพ" - ท่านพุทธทาส
Day 51
ความสุขเป็นสิทธิของทุกคน ไม่ว่ารวยหรือจน หนุ่มหรือแก่ เจ้านายหรือลูกน้อง ไม่เว้นแม้แต่ผู้ป่วยหรือคนพิกา ร เพราะความสุขนั้นอยู่ที่ใจหรือม ุมมอง มิได้อยู่ที่ว่ามีอะไรเกิดขึ้นก ับเราหรือไม่ แม้มีเหตุร้ายเกิดขึ้น แต่หากวางใจเป็น ก็ยังมีความสุขอยู่ได้ ในทางตรงกันข้ามถึงแม้จะได้โชคล าภหรือพบสิ่งดี ๆ แต่ถ้าใจไม่รู้จักพอ กลับจะเป็นทุกข์ด้วยซ้ำ - พระไพศาล วิสาโล
Day 50
อย่ามัวจดจ่อปักใจอยู่กับสิ่งแย ่ ๆ ที่เกิดขึ้น จนลืมว่าชีวิตนี้ยังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายที่รอการชื่นชมจากเรา - พระไพศาล วิสาโล
Day 49
ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเรา มองให้ดีก็จะเห็นสิ่งดี ๆ ที่เป็นประโยชน์กับเรา และถ้ามองแบบสรุปรวบยอด ไม่ว่าความเจ็บป่วย ของหาย พลัดพรากจากคนรัก งานการไม่เจริญก้าวหน้า มีอุปสรรค ทั้งหมดนี้มีประโยชน์สูงสุดอย่า งหนึ่ง คือ เป็นการแสดงสัจธรรมให้เรา หรือสอนธรรมะแก่เราว่า "ทุกอย่างไม่เที่ยง และไม่อยู่ในอำนาจการควบคุมของเ รา" - พระไพศาล วิสาโล 3/31/11
Day 48
เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
“The miracle is not to walk on water. The miracle is to walk on the green earth, dwelling deeply in the present moment and feeling truly alive.”
ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิต ให้แก่ พุทธศาสนิกชนว่า
"ปาฏิหารย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือ บินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหารย์ของชีวิต คือ การเดินอยู่บนผืนดิน และมีความสุขในทุกย่างก้าว"
ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง "ธรรมดา" เช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กิน อาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ ตอนเย็นกลับบ้าน ก็เห็นหน้าภรรยา หรือ สามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเรา หรือก็ธรรมดาๆ... เราส่วนใหญ่แล้ว ก็เป็นคนธรรมดาๆ มีชีวิต ธรรมดาๆ กันทั้งนั้น
แต่ถ้าความ "ธรรมดา" นี้หมดไปล่ะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือ ภรรยาเราตาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หรือ เราถูกไล่ออกจากงาน เรา ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต... เรื่องที่เคยธรรมดาก็จะ "ไม่ธรรมดา" ไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น "ธรรมดา" จนใจแทบจะขาด...
สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ
ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ "ธรรมดา" ที่เรามี และ ใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเรา ประหนึ่งว่า “สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้ว คือ สิ่งที่พิเศษที่สุดแล้ว สำหรับมนุษย์อย่างเรานั่นเอง”
“The miracle is not to walk on water. The miracle is to walk on the green earth, dwelling deeply in the present moment and feeling truly alive.”
ท่าน ติช นัท ฮันท์ กล่าวแนะนำแนวทางการดำเนินชีวิต
"ปาฏิหารย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำ หรือ บินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหารย์ของชีวิต คือ การเดินอยู่บนผืนดิน และมีความสุขในทุกย่างก้าว"
ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง "ธรรมดา" เช่น ตื่นมา อาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปทำงาน กิน อาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิมๆ
แต่ถ้าความ "ธรรมดา" นี้หมดไปล่ะ เช่น อยู่ดีๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่องนอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือ ภรรยาเราตาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หรือ เราถูกไล่ออกจากงาน เรา ประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต... เรื่องที่เคยธรรมดาก็จะ "ไม่ธรรมดา" ไปในทันที และในเวลานั้นเอง เราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น "ธรรมดา" จนใจแทบจะขาด...
สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ
ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ "ธรรมดา" ที่เรามี และ ใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเรา ประหนึ่งว่า “สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดาๆ แท้จริงแล้ว คือ สิ่งที่พิเศษที่สุดแล้ว สำหรับมนุษย์อย่างเรานั่นเอง”
Day 47
ของหายก็อย่าเสียใจนาน ถ้ามีสติระลึกได้ว่าเขากำลังสอน ธรรมะแก่เราว่า "มันไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ ไม่มีอะไรที่จะอยู่กับเราได้ตลอ ด" ถ้ามองแบบนี้ได้ ก็กำไร ไม่ใช่ขาดทุน เสียเงินไปร้อยบาท พันบาท แต่ว่าได้เห็นสัจธรรมข้อนี้ ก็ต้องถือว่าได้กำไร เพราะว่าบางคนเสียเป็นล้าน สิบล้านยังมองไม่เห็นเลย - พระไพศาล วิสาโล 4/2/11
Day 46
"การเผื่อแผ่แบ่งปันแก่ผู้อื่น นำความสุขมาให้ก็เพราะ "ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุ ข" ดังมีพุทธพจน์รับรอง ความสุขจากทรัพย์มีขอบเขตจำกัด ตราบใดที่ยังเป็นการใช้ทรัพย์นั ้นเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่เมื่อใดที่ใช้ทรัพย์นั้น เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นความสุข ก็จะเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ" - พระไพศาล วิสาโล 4/2/11
Day 45
ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้เสนอเอาไว้คือ วิธีตรวจดูว่าอะไรก็ตามที่เราแส วงหาเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาสนับสน ุนหรือไม่คือ ให้พิจารณาว่าสิ่งนั้นเป็น "ความต้องการแท้" หรือ "ความต้องการเทียม"
ความต้องการแท้หมายถึงสิ่งที่จำ เป็นสำหรับให้ตัวเราแท้ ๆได้กระทำกิจการต่างๆอันจะช่วยส ่งเสริมตัวเราให้ดีขึ้นสูงขึ้นใ นทางจริยธรรม ส่วนความต้องการเทียมนั้นหมายถึงความต้องการที ่ไม่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาตนเองต ามที่กล่าวข้างต้น
พิจารณาอีกแง่หนึ่ง ความต้องการเทียมก็คือความต้องก ารที่มาจากสัญชาตญาณในการปกป้อง รักษาตนและเผ่าพันธุ์ของตนอันเป ็นเรื่องทางกายนั่นเอง
ความต้องการแท้หมายถึงสิ่งที่จำ
พิจารณาอีกแง่หนึ่ง ความต้องการเทียมก็คือความต้องก
Extra 6 Bias
กำแพงแห่งอคติ
เมื่อเอา ความรู้ ความจริง หรือความถูกต้องเป็นใหญ่ เราก็พร้อมแสวงหา เปิดรับและชื่นชมสิ่งนั้นจากทุก คน โดยไม่เลือกว่าเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ จบป.๔ หรือปริญญาเอก คนจนหรือคนรวย แต่เมื่อใดที่เอา “ตัวกู”เป็นใหญ่ หน้าตา ศักดิ์ศรี และสถานภาพก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็เกิดการถือ “เรา” ถือ “เขา” หรือ “พวกเรา”กับ “พวกเขา” ขึ้นมา จะฟังใครก็ต้องดูก่อนว่าเป็นพวก เราหรือพวกเขา หากเป็นพวกเรา พูดอะไรก็ถูกหมด แต่ถ้าเป็นพวกเขา พูดอะไรก็ผิดไปหมด
เมื่อยึดติดถือมั่นในตัวกูและมี การแบ่งเราแบ่งเขา หากได้ยินได้ฟังอะไร อย่างแรกที่เราสนใจก็คือ “คนพูดเป็นใคร เป็นพวกเราหรือไม่” แต่ไม่สนใจที่จะถามว่า “สิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง หรือไม่” เพราะหากเป็นพวกเราพูด ก็พร้อมจะเชื่อว่าเป็นความจริงต ั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องพินิจพิจารณา โดยเฉพาะหากเป็นการพูดที่ถูกใจเ ราหรือสอดคล้องกับความคิดความเช ื่อของเรา ในทางตรงข้าม หากเป็นคนละฝ่ายกับเรา ไม่ว่าจะพูดอะไร เราก็ตั้งท่าปฏิเสธไว้ก่อน ยิ่งสิ่งที่พูดนั้นขัดแย้งกับคว ามเชื่อของเราด้วยแล้ว ก็ไม่สนใจแม้แต่จะฟังด้วยซ้ำ ทำให้ความจริงจากอีกฝ่ายยากที่จ ะเข้าถึงใจของเราได้
การแบ่งเราแบ่งเขาหากมีความโกรธ เกลียดเป็นมูลฐานด้วยแล้ว ย่อมก่อให้เกิดกำแพงแห่งอคติอัน แน่นหนา ซึ่งไม่เพียงปิดกั้นความคิดเห็น หรือแม้แต่ความจริงจากคนที่อยู่ คนละฝ่ายกับเราเท่านั้น หากยังทำให้เราปฏิเสธทุกอย่างที ่เป็นของเขา ซึ่งรวมถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเ ขาด้วย นั่นคือมองเห็นเขาเป็นตัวเลวร้า ย เชื่อถือไม่ได้ ไร้คุณธรรม ฉวยโอกาส มุ่งเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ มีการติดป้ายใส่ยี่ห้อเพื่อทำลา ยความเป็นมนุษย์ในตัวเขา ด้วยการแสดงความดูหมิ่นดูแคลนหร ือประนามหยามเหยียด การกระทำดังกล่าวได้ตอกย้ำทำให้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเขากล ายเป็นสิ่งเลวร้ายไปหมดในสายตาข องเรา ไม่เว้นแม้แต่คุณค่าที่เขาเชิดช ูหรือยึดถือ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเ ป็นเหลืองและแดงในช่วงไม่กี่ปีท ี่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย ้งในเรื่องรูปแบบทางการเมืองที่ พึงปรารถนา ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องต้องการประชา ธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงข ้างมาก อีกฝ่ายต้องการการเมืองที่มีคุณ ธรรม ไร้การคอร์รัปชั่น ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวได้ มีการกล่าวประณามหยามเหยียดจนเก ิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์อย่างร ุนแรง ถึงขั้นสนับสนุนให้มีการใช้ความ รุนแรงต่อกัน จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดระหว่าง การล้อมปราบของฝ่ายรัฐ มีการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในฝ่ายของคนเสื้อแดง
นอกจากการโจมตีต่อต้านจุดยืนทาง การเมืองของกันและกันแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคุณค่าท ี่แต่ละฝ่ายยึดถือด้วย คนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยรู้สึ กรังเกียจกับคำว่าประชาธิปไตย ความยุติธรรม (และแสลงหูกับคำว่าสองมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำ) ขณะเดียวกันคนเสื้อแดงจำนวนไม่น ้อยก็รังเกียจกับคำว่า คุณธรรม ความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริต (และแสลงหูกับคำว่า คอร์รัปชั่น) ทั้งนี้ก็เพราะถ้อยคำและคุณค่าเ หล่านี้ถูกมองว่าผูกโยงอยู่กับฝ ่ายตรงข้ามกับตน จึงมีความรู้สึกในทางลบจนเห็นว่ าเป็นสิ่งเลวร้ายไปเลย
นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งประชาธิปไตย ความยุติธรรม รวมทั้งคุณธรรมความดี ความซื่อสัตย์สุจริต ล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ท ุกคนและจำเป็นต่อสังคมไทยในยุคน ี้ ใช่แต่เท่านั้นมันยังเป็นคุณค่า ที่ฟูมฟักอยู่แล้วในใจของทุกคนไ ม่ว่าเหลืองหรือแดง การปฏิเสธคุณค่าเหล่านี้ไม่ว่าอ ันใดอันหนึ่ง หมายถึงการปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ใ นตนเอง รวมทั้งปิดโอกาสที่คุณค่าเหล่าน ี้จะเจริญงอกงามในใจตนเพื่อชีวิ ตที่มีคุณค่า
เมื่อเอา ความรู้ ความจริง หรือความถูกต้องเป็นใหญ่ เราก็พร้อมแสวงหา เปิดรับและชื่นชมสิ่งนั้นจากทุก
เมื่อยึดติดถือมั่นในตัวกูและมี
การแบ่งเราแบ่งเขาหากมีความโกรธ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเ
นอกจากการโจมตีต่อต้านจุดยืนทาง
นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งประชาธิปไตย ความยุติธรรม รวมทั้งคุณธรรมความดี ความซื่อสัตย์สุจริต ล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ท
Extra 5
4/4/11
เป้ รักที่สุดคือในหลวง - แล้วถ้าชอบทำบุญแต่ว่าชอบหงุดหง ิด รำคาญ ไม่พอใจง่าย ต้องทำอย่างไรดีคะ เพื่อนบอกว่าจะทำบุญทำไม ทำแล้วเป็นแบบนี้จะได้บุญได้ยัง ไง ขอบคุณค่ะ
พระไพศาล วิสาโล - ทำบุญนั้นมีหลายอย่างทำได้หลายว ิธี ไม่ใช่มีแค่การให้ทาน ใส่บาตร ถวายสังฆทานเท่านั้น การทำบุญที่ประเสริฐที่สุด คือการทำใจให้เป็นกุศล เช่น การเจริญเมตตาจิต รวมถึงการทำสมาธิภาวนาเพื่อให้เกิดปั ญญา ดังนั้นหากชอบทำบุญจริง ๆ จึงควรหมั่นฝึกจิตสม่ำเสมอ เพื่อให้รู้จักอดกลั้น ไม่หงุดหงิดง่าย รู้จักให้อภัยหรือปล่อยวาง
-------------------
บุญ ๑๐ วิธี
ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุ ญ ๑๐ ประการ) คือ
๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาควา มเห็นแก่ตัว ความคับแคน ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันอ อกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคลหร ือชุมชนโดยส่วนรวม
๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเป็นก ารหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความ ดีงามและพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ ตกต่ำ
๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปั ญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเรื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลั กประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น
๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต ่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธร รมรวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งก ันและกันทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคค ลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในค วามเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ (อปจายนมัย)
๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องกา รความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ (ไวยาวัจจมัย)
๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญก ับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คน อื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผ ู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ (ปัตติทานมัย)
๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนาไม่อ ิจฉาหรือระแวงสงสัยในการกระทำคว ามดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ (ปัตตานุโมทนามัย)
๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติ ปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิ ตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ (ธรรมสวนมัย)
๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื ่น แสดงธรรมนำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชี วิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงามก็เป็นบุญ (ธรรมเทศนามัย)
๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ถือเป็นบุญด้วยเช่นกัน (ทิฏฐุชุกรรม)
ทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญ ทุกชนิดและทุกโอกาส จะต้องประกบและประกอบเข้ากับบุญ กิริยาวัตถุข้ออื่นทุกข้อ เพื่อให้งานบุญข้อนั้น ๆ เป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายแ ละความมุ่งหมาย พร้อมทั้งได้ผลถูกทาง
เป้ รักที่สุดคือในหลวง - แล้วถ้าชอบทำบุญแต่ว่าชอบหงุดหง
พระไพศาล วิสาโล - ทำบุญนั้นมีหลายอย่างทำได้หลายว
-------------------
บุญ ๑๐ วิธี
ตามหลักพุทธศาสนา มีการทำบุญด้วยกัน ๑๐ วิธี เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ (สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุ
๑. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ (ทานมัย) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาควา
๒. รักษาศีล ก็เป็นบุญ (ศีลมัย) เป็นการฝึกฝนที่จะ ลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่นเป็นก
๓. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ (ภาวนามัย) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปั
๔. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ
๕. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องกา
๖. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญก
๗. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น การชื่นชมยินดีหรืออนุโมทนาไม่อ
๘. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติ
๙. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื
๑๐. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม
ทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญ
Day 44
เราส่วนใหญ่ก็เป็นคนดี มีความคิดอ่าน เรารู้ว่าอะไรควรทำ แต่เรามักจะผัดผ่อน เช่น การดูแลคุณพ่อคุณแม่ การอบรมลูก และการปฏิบัติธรรมะ เราผัดผ่อนเพราะหลงคิดว่ายังมีเ วลาเหลือเฟือ บางทีคุณพ่อคุณแม่แก่มากแล้ว เราก็คิดว่าไม่เป็นไร เอาไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยไปเยี่ยมท่าน วันนี้ขอทำงานก่อน ทำไมถึงต้องขอทำงานก่อน ก็เพราะใกล้ถึง "เส้นตาย" แล้ว
คนในยุคสมัยปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้ เรามีเส้นตายเยอะเหลือเกิน มีเส้นตายไปเสียทุกเรื่องเลย เราต้องรีบทำทุกอย่างให้ทันเส้น ตาย โดยลืมคิดไปว่าบางเส้นตายสำคัญ บางเส้นตายไม่สำคัญ และ "เส้นตายที่แท้จริงที่สุด" นั้นคืออะไร - พระไพศาล วิสาโล 4/6/11
คนในยุคสมัยปัจจุบันก็เป็นเช่นนี้ เรามีเส้นตายเยอะเหลือเกิน มีเส้นตายไปเสียทุกเรื่องเลย เราต้องรีบทำทุกอย่างให้ทันเส้น
Day 43
"ความเข้าใจผิดมักเกิดจากการด่ วนสรุปและติดยึดในความคิดจนไม่ส ามารถยอมรับความจริง(หรือความเห ็น)ที่สวนทางกับความคิดนั้น คู่รักมักกล่าวหาอีกฝ่ายว่านอกใ จเพียงเพราะเห็นเขา(หรือเธอ)หัว ร่อต่อกระซิกกับเพศตรงข้ามในร้า นอาหาร เพียงแค่ทักเพื่อนแล้วเขาไม่ทัก ตอบแถมมีสีหน้ามึนตึง ก็สรุปแล้วว่าเขาไม่พอใจเรา เราก็เลยมึนตึงกับเขาเป็นการตอบ โต้"
ถ้าเราไม่ "ด่วนสรุป" หรือ "หลงเชื่อความคิด" ของตน แม้จะดูมีเหตุผล (จากมุมมองของตน) เพียงใด เราจะทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายกันน ้อยลง แม้กระทั่งกับคนที่เรารักหรือรั กเรา - พระไพศาล วิสาโล
Day 42
ถ้าทำงานแค่ให้เสร็จ ความสำเร็จจะอยู่ในฝัน ถ้าทำงานอย่างดีที่่สุด ศักยภาพแห่งมนุษย์จะเปล่งประกาย
Subscribe to:
Posts (Atom)