กำแพงแห่งอคติ
เมื่อเอา ความรู้ ความจริง หรือความถูกต้องเป็นใหญ่ เราก็พร้อมแสวงหา เปิดรับและชื่นชมสิ่งนั้นจากทุก คน โดยไม่เลือกว่าเป็นหญิงหรือชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ จบป.๔ หรือปริญญาเอก คนจนหรือคนรวย แต่เมื่อใดที่เอา “ตัวกู”เป็นใหญ่ หน้าตา ศักดิ์ศรี และสถานภาพก็กลายเป็นสิ่งสำคัญ ขณะเดียวกันก็เกิดการถือ “เรา” ถือ “เขา” หรือ “พวกเรา”กับ “พวกเขา” ขึ้นมา จะฟังใครก็ต้องดูก่อนว่าเป็นพวก เราหรือพวกเขา หากเป็นพวกเรา พูดอะไรก็ถูกหมด แต่ถ้าเป็นพวกเขา พูดอะไรก็ผิดไปหมด
เมื่อยึดติดถือมั่นในตัวกูและมี การแบ่งเราแบ่งเขา หากได้ยินได้ฟังอะไร อย่างแรกที่เราสนใจก็คือ “คนพูดเป็นใคร เป็นพวกเราหรือไม่” แต่ไม่สนใจที่จะถามว่า “สิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง หรือไม่” เพราะหากเป็นพวกเราพูด ก็พร้อมจะเชื่อว่าเป็นความจริงต ั้งแต่ต้น โดยไม่ต้องพินิจพิจารณา โดยเฉพาะหากเป็นการพูดที่ถูกใจเ ราหรือสอดคล้องกับความคิดความเช ื่อของเรา ในทางตรงข้าม หากเป็นคนละฝ่ายกับเรา ไม่ว่าจะพูดอะไร เราก็ตั้งท่าปฏิเสธไว้ก่อน ยิ่งสิ่งที่พูดนั้นขัดแย้งกับคว ามเชื่อของเราด้วยแล้ว ก็ไม่สนใจแม้แต่จะฟังด้วยซ้ำ ทำให้ความจริงจากอีกฝ่ายยากที่จ ะเข้าถึงใจของเราได้
การแบ่งเราแบ่งเขาหากมีความโกรธ เกลียดเป็นมูลฐานด้วยแล้ว ย่อมก่อให้เกิดกำแพงแห่งอคติอัน แน่นหนา ซึ่งไม่เพียงปิดกั้นความคิดเห็น หรือแม้แต่ความจริงจากคนที่อยู่ คนละฝ่ายกับเราเท่านั้น หากยังทำให้เราปฏิเสธทุกอย่างที ่เป็นของเขา ซึ่งรวมถึงความเป็นมนุษย์ในตัวเ ขาด้วย นั่นคือมองเห็นเขาเป็นตัวเลวร้า ย เชื่อถือไม่ได้ ไร้คุณธรรม ฉวยโอกาส มุ่งเอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ มีการติดป้ายใส่ยี่ห้อเพื่อทำลา ยความเป็นมนุษย์ในตัวเขา ด้วยการแสดงความดูหมิ่นดูแคลนหร ือประนามหยามเหยียด การกระทำดังกล่าวได้ตอกย้ำทำให้ อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเขากล ายเป็นสิ่งเลวร้ายไปหมดในสายตาข องเรา ไม่เว้นแม้แต่คุณค่าที่เขาเชิดช ูหรือยึดถือ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเ ป็นเหลืองและแดงในช่วงไม่กี่ปีท ี่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย ้งในเรื่องรูปแบบทางการเมืองที่ พึงปรารถนา ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องต้องการประชา ธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงข ้างมาก อีกฝ่ายต้องการการเมืองที่มีคุณ ธรรม ไร้การคอร์รัปชั่น ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวได้ มีการกล่าวประณามหยามเหยียดจนเก ิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์อย่างร ุนแรง ถึงขั้นสนับสนุนให้มีการใช้ความ รุนแรงต่อกัน จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดระหว่าง การล้อมปราบของฝ่ายรัฐ มีการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในฝ่ายของคนเสื้อแดง
นอกจากการโจมตีต่อต้านจุดยืนทาง การเมืองของกันและกันแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคุณค่าท ี่แต่ละฝ่ายยึดถือด้วย คนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยรู้สึ กรังเกียจกับคำว่าประชาธิปไตย ความยุติธรรม (และแสลงหูกับคำว่าสองมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำ) ขณะเดียวกันคนเสื้อแดงจำนวนไม่น ้อยก็รังเกียจกับคำว่า คุณธรรม ความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริต (และแสลงหูกับคำว่า คอร์รัปชั่น) ทั้งนี้ก็เพราะถ้อยคำและคุณค่าเ หล่านี้ถูกมองว่าผูกโยงอยู่กับฝ ่ายตรงข้ามกับตน จึงมีความรู้สึกในทางลบจนเห็นว่ าเป็นสิ่งเลวร้ายไปเลย
นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งประชาธิปไตย ความยุติธรรม รวมทั้งคุณธรรมความดี ความซื่อสัตย์สุจริต ล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ท ุกคนและจำเป็นต่อสังคมไทยในยุคน ี้ ใช่แต่เท่านั้นมันยังเป็นคุณค่า ที่ฟูมฟักอยู่แล้วในใจของทุกคนไ ม่ว่าเหลืองหรือแดง การปฏิเสธคุณค่าเหล่านี้ไม่ว่าอ ันใดอันหนึ่ง หมายถึงการปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ใ นตนเอง รวมทั้งปิดโอกาสที่คุณค่าเหล่าน ี้จะเจริญงอกงามในใจตนเพื่อชีวิ ตที่มีคุณค่า
เมื่อเอา ความรู้ ความจริง หรือความถูกต้องเป็นใหญ่ เราก็พร้อมแสวงหา เปิดรับและชื่นชมสิ่งนั้นจากทุก
เมื่อยึดติดถือมั่นในตัวกูและมี
การแบ่งเราแบ่งเขาหากมีความโกรธ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเ
นอกจากการโจมตีต่อต้านจุดยืนทาง
นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งประชาธิปไตย ความยุติธรรม รวมทั้งคุณธรรมความดี ความซื่อสัตย์สุจริต ล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ท
No comments:
Post a Comment