Monday, October 24, 2011

Day 100+2


"..เวลาทำงานอะไรก็ตาม ต้องบอกตัวเองว่า ฉันจะทำให้ดีที่สุด
เพราะเมื่อคนสร้างงาน งานก็จะย้อนกลับมาสร้างคน
ถ้าเราเติมความตั้งใจลงไปให้เต็มร้อย ในทุกๆ ชิ้นงานของเรา ในทุกๆ กิจกรรมของเรา
ไม่มีงานไหนที่ไม่เป็นงานชิ้นเอก แต่ถ้าเราทำอะไรก็ตามหละหลวม
ความหละหลอมเพียงเรื่องเดียว เพียงครั้งเดียว เพียงชิ้นเดียว
ส่งผลต่อชื่อเสียงและชะตากรรมของเราได้.."

(บางตอนจากปาฐกถา เรื่อง "ตอลสตอยถาม สตีฟ จอบส์ตอบ" โดย ว.วชิรเมธี")
 ·  · Translate ·  · October 6 at 1:18am

Day 100+1

"เวลาเกิดมีปัญหาขึ้นมา อย่ามัวโทษแต่ชะตาฟ้าดิน แต่ให้รู้จักสรุปบทเรียน มองเข้ามาในตัวเอง ทุกปรากฏการณ์ในชีวิตของเราล้วนมีที่มา และเมื่อมันมีที่มา เราก็ย่อมแสวงหาที่ไปให้มันได้ ที่ไปก็คือทางออกนั่นเอง ทุกข์ตรงไหนหนทางดับทุกข์ก็อยู่ตรงนั้น"
ว วชิรเมธี 10/23/11

Day 100

"ถ้าเราไม่รู้จักธรรมดาของโลก เราก็จะอยู่ในโลกแล้วก็ถูกโลกนี้แหละกัด กระทบ กระทืบจนมีความทุกข์ ดังนั้นการอยู่ในโลกให้มีความสุขก็คือต้องอยู่ในโลกอย่างคนที่รู้จักโลก"
ว วชิรเมธี 10/23/11

Wednesday, October 19, 2011

Day 99

เมื่อมีปัญญาเข้าใจเรื่องความเป็นธรรมดา จะช่วยให้เราปล่อยวางได้มาก อย่ามองว่าอะไรเป็นปัญหาไปเสียหมด เวลาเราเจออะไรที่ไม่ถูกใจไม่สมหวัง เราจะมองว่ามันเป็นปัญหาและทำให้เราเป็นทุกข์ คำว่าธรรมดาหมายความว่า เพราะเหตุปัจจัยมันเป็นอย่างนี้ มันถึงเป็นเช่นนั้น หรือเรียกว่า "ตถตา" มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่เราจะไปควบคุม แก้ไข เปลี่ยนแปลงได้
9/17/11

Extra 11 Sleeping


"นอนพักใจ"

หลังจากทำงานมาทั้งวัน เวลานอนควรเป็นเวลาพักผ่อนทั้งกายและใจของเราอย่างแท้จริง อย่าปล่อยให้งานการและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่พานพบมาตลอดวัน ตามมารบกวนเรากระทั่งในยามหลับ จนกลายเป็นฝันร้ายหรือนอนไม่หลับกระสับกระส่ายไปทั้งคืน

ก่อนนอนนอกจากอาบน้ำชำระเหงื่อไคลออกไปจากร่างกายแล้ว ควรหาเวลาชำระจิตให้ปลอดพ้นจากเรื่องกังวลใจด้วย โดยการนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ มีลมหายใจเข้าและออกเป็นที่พักพิงของจิต ไม่ว่าความรู้สึกนึกคิดใด ๆ จะผุดขึ้นมา ก็รู้แล้ววางเสีย มีสติรู้ตัวอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีเรื่องรบกวนจิตใจมาก ก็ลองหางานอื่นให้จิตทำก่อน เช่น สวดมนต์ เมื่อความฟุ้งซ่านลดลงแล้ว จึงค่อยมานั่งสมาธิก็ได้

การเตรียมใจอีกอย่างหนึ่งที่ควรทำก่อนนอน ก็คือเตือนใจว่าชีวิตของเรานั้นไม่เที่ยง สักวันหนึ่งเราก็ต้องจากโลกนี้ไป วันนั้นจะมาถึงเมื่อไร เรามิอาจรู้ได้ อาจเป็นปีหน้า เดือนหน้า สัปดาห์หน้า หรือวันพรุ่งนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายของเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงควรถามใจตนเองว่าเราพร้อมที่จะไปจากโลกนี้หรือยังหากวันนั้นมาถึง หากยังไม่พร้อม เพราะยังห่วงผู้คนและติดยึดสิ่งต่าง ๆ มากมาย เราควรใช้ช่วงเวลาก่อนนอนนี้ฝึกใจปล่อยวางผู้คนและสิ่งต่าง ๆ เสมือนว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายของเรา ใหม่ ๆ อาจทำได้ยาก แต่เมื่อทำบ่อย ๆ ก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันหากมีสิ่งใดที่ยังปล่อยวางได้ยาก เพราะยังจัดการไม่แล้วเสร็จ หรือยังมีภารกิจสำคัญบางอย่างที่ยังค้างคาอยู่ ก็ควรตั้งใจว่าหากพรุ่งนี้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป จะเร่งรีบทำสิ่งนั้นให้แล้วเสร็จ แต่อย่าเผลอหมกมุ่นกับเรื่องนั้นจนนอนไม่หลับ ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันพรุ่งนี้

สุดท้ายก็ควรแผ่บุญกุศลและความปรารถนาดีไปให้แก่ผู้มีบุญคุณกับเรา ไม่จำเพาะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ควรรวมไปถึงมิตรสหาย เพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงผู้ที่มีสถานะต่ำกว่าเรา ทั้งโดยวัย ความรู้ หรือการงาน รวมทั้งแผ่ไปยังสรรพชีวิตที่ช่วยเหลือเกื้อกูลให้เรามีชีวิตได้อย่างผาสุกสวัสดีนอกจากนั้นควรแผ่เมตตาไปยังคู่กรณีหรือผู้ที่ทำความขุ่นข้องหมองใจแก่เรา ไม่ว่าเป็นคนใกล้หรือไกล ขอให้เขาเหล่านั้นมีความสุข ปลอดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

เมตตาที่ปลุกขึ้นมาในใจ จะช่วยดับความเร่าร้อนในจิตใจ ระงับความโกรธเกลียดที่ติดค้างมาตลอดวัน ช่วยให้เราสงบเย็นและสามารถหลับได้อย่างมีความสุข พร้อมจะตื่นขึ้นมาในเช้าวันใหม่ด้วยกายที่สดชื่นและใจที่แจ่มใส

พระไพศาล วิสาโล
9/18/11

Day 98

ความพยายามเป็นของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นของตถตา เวลาทำงาน ให้ทำให้เต็มที่ อย่าสนใจเรื่องความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลว คนบางคนไม่กล้าทำความดี เพราะกลัวว่าทำแล้วจะไม่สำเร็จ การทำกิจการใด ๆ ควรเพียรทำเหตุให้ดี อย่างกังวลถึงผลมากเกินไป ให้พิจารณาว่าเหตุดีไหม เจตนาดีไหม วิธีการดีไหม ถูกธรรมะไหม ถ้าถูกธรรมะ มีเจตนาดี ทำด้วยฉันทะ ไม่ได้ทำด้วยกิเลส ก็สมควรทำ ส่วนความสำเร็จ ยกให้เป็นเรื่องของตถตาไป
9/18/11

Day 97

การพาตัวห่างไกลจากสิ่งที่เราโกรธเกลียดนั้น แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่ถ้าใจยังไม่รู้จักปล่อยวาง ก็อดไม่ได้ที่จะหวนไปคิดถึงสิ่งนั้นและฉวยเอาความทุกข์มาซ้ำเติมตัวเอง - พระไพศาล วิสาโล
9/19/11

Day 96


"มองพ้นความสุขเฉพาะหน้า"

แม้ผู้คนในยุคนี้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น แต่วิสัยทัศน์เกี่ยวกับชีวิตกลับหดสั้นลง หวังเพียงแค่ประโยชน์สุขเฉพาะหน้า เวลาเกือบทั้งชีวิตจึงหมดไปกับการทำมาหาเงินและการแสวงหาความสะดวกสบายทางวัตถุหรือความเพลิดเพลินทางโลก ซึ่งให้ความสุขเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ตามมาด้วยความทุกข์ทางใจ อาทิ ความเครียด ความวิตกกังวล ความรุ่มร้อนเพราะอยากได้ไม่หยุดหย่อน มิหนำซ้ำเมื่อต้องพบกับความพลัดพรากสูญเสีย หรือความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันเป็นธรรมดาโลก สิ่งต่าง ๆ ที่สะสมพอกพูนมาไม่ว่าเงินทอง ชื่อเสียง อำนาจ ก็มิอาจช่วยให้จิตใจคลายทุกข์ได้เลย

ผู้ที่มีปัญญาย่อมตระหนักดีว่าชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความผันผวนปรวนแปร หาความจิรังยั่งยืนมิได้ จึงมองพ้นความสุขเฉพาะหน้า ไม่ฝากความหวังไว้กับเงินทอง ชื่อเสียง และอำนาจ หากมุ่งบำเพ็ญธรรม หมั่นฝึกฝนพัฒนาตน เพื่อกายวาจาที่สะอาด จิตที่สงบ และปัญญาที่สว่างไสว มิใช่เพียงเพื่อความสุขในปัจจุบันเท่านั้น แต่เพื่อความสงบเย็นในยามที่ต้องเผชิญกับความพลัดพรากสูญเสียและความแปรเปลี่ยนในวันข้างหน้า - พระไพศาล วิสาโล
9/21/11

Day 95

เวลาตัดสินใจจะทำอะไร อย่าถามว่าทำแล้วฉันจะได้อะไร แต่เราควรถามว่า ทำแล้วส่วนรวมจะได้อะไรบ้าง หรือว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกต้องไหม เพราะคนเรานั้นไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะเอาเข้าตัวให้มาก ๆ แต่เรามีหน้าที่ที่จะช่วยเหลือส่วนรวม ถ้าเราทำเช่นนี้ ก็จะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเรา มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น - พระไพศาล วิสาโล
9/22/11

Day 94

จะรู้ทันความโกรธได้ต้องมีสติที่รวดเร็ว ถ้าสติเชื่องช้ากว่าจะรู้ตัวว่าโกรธก็ด่าหรือทำร้ายเขาไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มานั่งเสียใจที่ทำสิ่งนั้นลงไป - พระไพศาล วิสาโล
9/22/11

Day 93


ทุกวันนี้่เราทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ หรือปล่อยให้ใจไปจดจ่อยึดติดกับสิ่งที่ตนโกรธเกลียด เสร็จแล้วก็หันไปโทษใครต่อใครว่าทำให้เราเป็นทุกข์ โดยไม่เคยหันกลับมามองเลยว่า ตัวการที่แท้จริงนั้นคือใจเรานั้นเองที่เผลอไป - พระไพศาล วิสาโล
9/22/11

Day 92

มีความรักในสิ่งใด สิ่งนั้นแหล่ะมันกัดหัวใจ สิ่งที่เคยรักมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลง มันก็เปลี่ยนเป็นไม่ได้อย่างใจ มันก็ได้โกรธได้เกลียด ไปกำหนัดยินดีกับสิ่งใด สิ่งนั้นแหล่ะมันกัดหัวใจ - พุทธทาสภิกขุ
9/25/11

Day 91


ทำอย่างไรจึงจะไม่ทุกข์เวลาถูกคนเขาตำหนิหรือต่อว่า คำตอบง่าย ๆ คือ เวลาเขาชมหรือสรรเสริญก็อย่าสุข เพราะถ้าเขาสรรเสริญหรือชมแล้วเราสุขขึ้นมา มันก็ธรรมดาที่จะทุกข์เมื่อถูกตำหนิ มันเป็นเรื่องเดียวกัน

เหมือนกับว่าทำอย่างไรถึงจะไม่ตกลงมาเจ็บ ก็อย่าลอย อย่าปล่อยตัวให้ลอยขึ้นสูง ถ้าปล่อยตัวให้ลอยขึ้นสูงเมื่อไร มันก็ต้องตกลงมาเจ็บวันยังค่ำ มันเป็นธรรมดา

พระไพศาล วิสาโล
9/25/11

Day 90

ชีวิตพอเพียงคือชีวิตที่รู้จักสบายแต่พอดี ไม่เพลิดเพลินหมกมุ่นกับความสุขจากสิ่งเสพ หรือมัวแต่แสวงหาทรัพย์และสะสมเงินทองอย่างไม่รู้จักพอ ขณะเดียวกันเมื่อพอเพียงในความสบาย หรือหาทรัพย์ได้พอเพียงแล้ว ก็ไม่หยุดเพียงเท่านั้น แต่หันไปพากเพียรในการสร้างความดีงามหรือความเจริญด้านอื่นๆ ต่อไปให้ยิ่งกว่าเดิม ทั้งในด้านศีล จิต และปัญญา

ถึงตรงนี้ความสบายจะพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง คืออิงอาศัยวัตถุสิ่งเสพน้อยลง ดังนั้น แม้จะอยู่บ้านหลังเล็ก ๆ มีทรัพย์สมบัติไม่มาก หรืออยู่ในป่าที่หลีกเร้น มีบริขารแค่ไม่กี่ชิ้น ก็มีทั้งความสุข และความสบายได้ ยิ่งมีปัญญารู้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจยึดติดถือมั่นได้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน มีเท่าไหร่ ก็ยังสุขและสบายอยู่นั่นเอง เพราะจิตเป็นอิสระและปลอดโปร่งอย่างสิ้นเชิง นี้ใช่ไหมคือจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตพอเพียง - พระไพศาล วิสาโล

9/25/11

Day 89


สันโดษไม่ได้หมายถึงการอยู่คนเดียวไม่สุงสิงกับใคร และไม่ได้หมายถึงความ เฉื่อยเนือยไม่กระตือรือร้น แต่คือความพอใจในสิ่งที่เรามีและยินดีในสิ่งที่เราเป็น ไม่ปรารถนาสิ่งที่อยู่ไกลตัวหรือเป็นของคนอื่น ถ้ามีสันโดษก็จะพบกับ ความสุขในปัจจุบันทันที - พระไพศาล วิสาโล
9/26/11

Day 88

สาเหตุที่สิ่งง่ายๆ กลับเกิดขึ้นได้ยาก ก็เพราะเราถูกฝึกมาให้คิดและทำอย่างซับซ้อน จนสิ่งง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากขึ้นมา ระหว่างการ "ทำ" กับ "ไม่ทำ" ใครๆ ก็รู้ว่าการไม่ทำนั้นง่ายกว่า แต่ในชีวิตจริงผู้คนส่วนใหญ่กลับไม่อาจอยู่นิ่งๆ หรืออยู่เฉยๆ ได้ (แม้ไม่ต้องทำมาหากินเลยก็ตาม) ต่างดิ้นรนทำอะไรต่ออะไรมากมาย ทั้งๆ ที่ทำแล้วก็ใช่ว่าจะมีความสุข กลับกลายเป็นการหาเรื่องใส่ตัวด้วยซ้ำ

เพราะเหตุนี้ผู้คนจึงกลัวการนั่งสมาธิเป็นอย่างยิ่ง ทั้งๆ ที่ไม่ต้องทำอะไรเพียงแต่นั่งนิ่งๆ และดูลมหายใจเฉยๆ เท่านั้น แม้แต่คนที่พาตนมานั่งสมาธิได้แล้วก็ตาม ก็ยังมีปัญหาอีกเพราะพยายามเข้าไป "จัดการ" กับความคิดปรุงแต่งไม่หยุดหย่อน แทนที่จะ "ดู" มันเฉยๆ ทั้งๆ ที่การดูเฉยๆ โดยไม่ต้องทำอะไรกับมันนั้นเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย แต่คนส่วนใหญ่ทำไม่ได้และไม่ยอมทำเพราะถูกฝึกมาให้ทำอะไรต่ออะไรมากมายจนอยู่เฉยๆ หรือทำใจเฉยๆ ไม่ได้

พระไพศาล วิสาโล

9/27/11

Day 87

"ผลของความดี คือ ความหลุดพ้น"

คนโดยมากมักเข้าใจผิดในผลของความดี คือ มักไปเข้าใจ "ผลพลอยได้" ว่าเป็นผลโดยตรง และมักมุ่งผลพลอยได้เป็นสำคัญ เมื่อไม่ได้ผลเป็นวัตถุจากการทำความดี ก็จะบ่นว่าทำดีไม่เห็นได้อะไร รักษาศีลไม่เห็นร่ำรวยอะไร เป็นเพราะไม่เข้าใจว่า ผลของความดี คือ อะไร ผลของความดี คือ ความหลุดพ้น - สมเด็จพระสังฆราช

9/29/11

Extra 10 Outside in

" จิตอาสา : กระทำภายนอก เปลี่ยนแปลงภายใน"

ชีวิตของ "ปาน"เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเธอรู้ว่าได้รับเชื้อ HIV จากสามี แต่เธอไม่มัวคับแค้นใจในชะตากรรมของตน หรือโกรธแค้นสามี หากพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เธอดูแลสามีจนเขาสิ้นลม จากนั้นก็มองไปข้างหน้าว่า เธอจะทำอะไรต่อไปกับชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่นานเธอก็พบคำตอบ นั่นคือการช่วยเหลือผู้ติดเชื้อคนอื่น ๆ ที่มีชะตากรรมเหมือนเธอ รวมทั้งใช้ประสบการณ์ของตัวเธอเองเพื่อเตือนใจไม่ให้คนอื่นมาเป็นเหมือนอย่างเธอ

เธอได้กลายเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ ต่อมาได้กลายเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะเยาวชนในหมู่บ้านและตามโรงเรียนต่าง ๆ ในภาคเหนือ แม้นั่นจะหมายถึงการเปิดเผยตนเองว่ามีเชื้อที่ผู้คนประหวั่นพรั่นพรึงก็ตาม

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นเวลา ๑๗ ปีที่แล้วที่เธอรู้ว่ามีเชื้อร้ายอยู่ในร่างกาย แต่เธอก็ยังมีสุขภาพดีไม่ต่างจากคนอื่น ๆ โดยไม่เคยรับยาต้านเชื้อเลย มิหนำซ้ำเธอยังมีอารมณ์ดี อาจจะดีกว่าคนทั่วไปเสียอีก ทั้ง ๆ ที่เธอน่าจะทุกข์มากกว่าคนรอบตัว เพราะนอกจากร่างกายจะมีเชื้อ HIV แล้ว ยังต้องเจอกับปฏิกิริยาของผู้คนที่ไม่เข้าใจโรคนี้ดีพอ โดยเฉพาะในยุคแรก ๆ ที่ใคร ๆ ก็รังเกียจผู้ติดเชื้อ

อะไรทำให้เธอมีสุขภาพดีและมีชีวิตยืนยาวมาจนบัดนี้ คำตอบของเธอก็คือ
"ถ้าคิดแต่เรื่องของตัวเองก็ป่วยไปนานแล้ว"

การช่วยเหลือผู้อื่นอย่างต่อเนื่องไม่ได้ทำให้เธอแย่ลง ตรงข้ามเธอกลับมีความสุขมากขึ้นเช่นเดียวกับอีกหลายคนที่พบว่า การเป็นจิตอาสาไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้ให้เท่านั้น หากตนยังเป็นผู้รับด้วย นั่นคือได้รับความสุข หญิงผู้หนึ่งปวดหัวไมเกรน ต้องกินยา ระงับปวดทุกวัน แต่หลังจากที่เธอไปเป็นอาสาสมัครดูแลเด็กอ่อนบ้านปากเกร็ดติดต่อกันไม่กี่สัปดาห์ เธอสังเกตว่าวันไหนที่ไปเป็นจิตอาสาที่นั่น วันนั้นเธอจะลืมกินยา สาเหตุก็เพราะไม่รู้สึกปวดหัวเลย ความสุขจากการดูแลเด็ก ทำให้อาการปวดหัวหายไปอย่างไม่รู้ตัว

มิใช่แต่ความสุขเท่านั้น หลายคนยังพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในจิตใจของตน "กบ" ชายวัยปลาย ๓๐ ซึ่งเป็นอาสาสมัครดูแลเด็กอ่อนบ้านปากเกร็ดอีกผู้หนึ่ง รู้สึกว่าตนเองใจเย็นขึ้น เพราะเวลาอยู่กับเด็ก จะพูดจาโผงผาง หรือทำอะไรแรง ๆไม่ได้ กลายเป็นการฝึกตนเองให้เป็นคนพูดจานุ่มนวลขึ้น ไม่ใช่กับเด็กเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงคนอื่นด้วย "พอผมพูดกับลูกน้องที่ออฟฟิศ ผมก็รู้สึกได้ว่านุ่มนวลขึ้น คือใช้คำพูดที่ฟังรื่นหูหน่อย พูดได้โดยไม่เห็นต้องฝืนอะไรเลย"

เช่นเดียวกับ "น้องด้าย" เด็กหญิงวัย ๑๔ แม่ของเธอสังเกตว่าหลังจากที่น้องด้ายไปเป็นจิตอาสาบ้านปากเกร็ด เธอนิ่งและสุขุมมากขึ้น รับฟังคนอื่นมากขึ้น และใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับจิตอาสาหลายคนเกิดจากการคิดถึงผู้อื่นมากกว่าตนเอง จากคนที่มักทำตามอารมณ์ เมื่อมาดูแลช่วยเหลือเพื่อให้ผู้อื่นมีความสุข ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตนเอง จะเอาแต่ใจตนเองตามนิสัยเดิมไม่ได้ "กบ" พูดถึงประสบการณ์ของตนเองว่า "เมื่อเราดูแลใส่ใจเด็ก เราจะอ่อนโยนไปเองโดยอัตโนมัติ คือในขณะที่เราพยายามจะให้เขามีพัฒนาการที่ดี เขาก็ช่วยขัดเกลาให้เราอ่อนโยนในเวลาเดียวกันด้วย"

ประสบการณ์ของ "กบ" ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อใดก็ตามที่เราช่วยเหลือผู้อื่นด้วยเจตนาดีหรือด้วยใจบริสุทธิ์ ความเปลี่ยนแปลงมิได้เกิดขึ้นกับเขาเท่านั้น หากยังเกิดขึ้นกับเราด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อคิดถึงคนอื่นมากขึ้น อัตตาหรือความเห็นแก่ตัวก็ลดลง พร้อมจะละทิ้งนิสัยเดิม ๆ ที่ไม่ดี หรือเต็มใจที่จะขัดเกลาตนเองเพื่อความสุขของผู้อื่นมากขึ้น แต่ผลสุดท้ายตนเองกลับเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ หลายคนพบว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้คุณภาพชีวิตของตนดีขึ้น รวมทั้งทำให้สัมพันธภาพกับผู้อื่นดีขึ้นด้วย

"ป๊อป"นักธุรกิจหนุ่มซึ่งประสบความสำเร็จในอาชีพการงานก่อนวัย ๔๐ เล่าว่าแต่ก่อนตนเองแต่ทำงาน ไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น ยิ่งทำงานสำเร็จ ก็ยิ่งมั่นใจในตนเองมาก จนถึงกับ "เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่าง" แต่เมื่อได้มาเป็นจิตอาสาก็พบว่า "โลกมันกว้างกว่านั้น" เขาเริ่มนึกถึงผู้อื่นมากขึ้น ทำให้ความหุนหันพลันแล่นลดลง ผลที่ตามมาก็คือ นอกจากความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจะดีขึ้นแล้ว เขายังเข้าใจแม่ของตนเองมากขึ้นด้วย นับแต่นั้นทุกสัปดาห์เขาจะกลับไปเยี่ยมแม่ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เหินห่างไปนานให้กลับแน่นแฟ้นดังเดิม

ทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากการเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เด็กน้อยที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวดองกับเขามาก่อนเลย

เรื่องราวของคนเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เมื่อเราช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น เรามิได้เป็นเพียงผู้ให้เท่านั้น หากยังเป็นผู้รับด้วย ประโยชน์มิได้เกิดขึ้นกับเขาเท่านั้น เราเองก็ได้รับประโยชน์ด้วย แต่มิใช่ประโยชน์ทางวัตถุ หากเป็นประโยชน์ทางจิตใจ อาทิ ความสุข และจิตใจที่ประณีตงดงาม เป็นความเปลี่ยนแปลงภายในที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้จากการออกไปทำสิ่งดี ๆ ให้แก่ผู้อื่น

พูดอีกอย่างก็คือ มุ่งกระทำภายนอก แต่เปลี่ยนแปลงภายใน

พระไพศาล วิสาโล
http://www.visalo.org/article/sarakadee255409.htm

10/2/11

Extra 9 Inside out

" เจริญสติ : ดูภายใน เปลี่ยนภายนอก "

สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์ แห่งมหาวิทยาลัยชีวิต เล่าถึงนักศึกษาของเขาหลายคนที่พบกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในชีวิต นอกจากมีความสุขขึ้นแล้ว ความสัมพันธ์กับผู้อื่นก็เป็นไปในทางที่ดีขึ้นมาก ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มจากการที่เขาแนะนำให้นักศึกษาหันมาไตร่ตรองตนเองผ่านกิจกรรมบางอย่าง จากนั้นก็ให้เลือกพฤติกรรมเพียงหนึ่งอย่างที่อยากปรับปรุงแก้ไข โดยให้ถือเป็น "โครงงาน" หรือการบ้านที่ต้องทำทุกคน ระหว่างที่ทำการบ้านดังกล่าว ก็ให้สังเกตจิตใจและพฤติกรรมของตนไปด้วย พร้อมกับเขียนบันทึกประจำวัน แล้วนำผลการสังเกตรวมทั้งบันทึกดังกล่าวมานำเสนอในชั้นเรียน เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และอภิปรายกัน

นักศึกษาคนหนึ่งเลือกโครงงาน "ขับรถให้ช้าลง" ก่อนหน้านั้นทุกวันเขาจะขับรถไปส่งลูกและภรรยาด้วยความเร็ว ๑๒๐-๑๔๐ กม.ต่อชั่วโมง ตลอดเวลาที่เดินทางทุกคนจะนั่งตัวตรง ตาจ้องมองถนนข้างหน้า ไม่มีการพูดคุยกันเลย แต่เมื่อเขาขับรถให้ช้าลง คือ ๙๐ กม.ต่อชั่วโมง เขาพบว่าตัวเองรู้สึกผ่อนคลายขึ้น ไม่หน้านิ่วคิ้วขมวดดังแต่ก่อน ยิ่งกว่านั้นเขายังสังเกตว่าลูกและภรรยาก็ผ่อนคลายเช่นกัน บรรยากาศในรถดีขึ้นมาก มีการพูดคุยกันระหว่างพ่อแม่ลูกเป็นความสุขที่เขาไม่เคยพบมาก่อนระหว่างขับรถ

นักศึกษาอีกคนหนึ่งเป็นนักธุรกิจ เธอเลือก "เคี้ยวอาหารให้ช้าลง" จากเดิมที่รีบกินข้าวให้เสร็จไว ๆ เพราะต้องรีบไปทำงาน เมื่อเธอหันมาเคี้ยวข้าวให้ช้าลง ไม่นานเธอก็พบว่า "ข้าวมีรสหวาน อาหารที่อร่อยเป็นยังไง" การใช้เวลาบนโต๊ะอาหารที่นานขึ้น นอกจากทำให้ใจเธอนิ่งขึ้น ไม่ร้อนรนหรือพะวงถึงงานที่รออยู่ ยังทำให้เธอใส่ใจกับความรู้สึกของลูกและคนอื่น ๆ ในครอบครัวที่กินร่วมโต๊ะ มีการสนทนากันมากขึ้น ไม่นานเธอก็รู้สึกได้ถึงความสัมพันธ์ที่อบอุ่นใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างคนในครอบครัว

การกินอาหารให้ช้าลง มีผลให้เธอลดความร้อนรนเร่งรีบในการทำงาน นอกจากจะรู้สึกผ่อนคลายขึ้น สุขภาพดีขึ้น โดยเฉพาะโรคปวดท้องและโรค "หายใจไม่ทัน" ที่รบกวนเธอมานานนับสิบปีหายไปอย่างปลิดทิ้ง ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและลูกน้องก็ดีขึ้นด้วย ในเวลาต่อมาเมื่อเธอโอนงานบางอย่างให้ลูกชาย หลังจากที่หวงไว้กับตัวเองตลอดด้วยความไม่ไว้วางใจ เธอก็มีเวลามากขึ้น จนสามารถไปเยี่ยมพ่อและพาพ่อไปเที่ยวได้ ผิดกับแต่ก่อนที่เธอมักจะอ้างว่าไม่มีเวลาเลย

นักศึกษาอีกคนหนึ่งทำโครงงาน "นับหนึ่งถึงร้อยค่อยพูด" เพราะเธอมักจะอารมณ์เสียใส่ลูกชายวัย ๑๐ ขวบที่ชอบตื่นสายและทำอะไรยืดยาดชักช้าเป็นประจำ จนบางทีถึงกับทุบตีลูก เสร็จแล้วก็มานั่งเสียใจที่ทำเช่นนั้นกับลูก เมื่อเธอเริ่มทำโครงงานนี้ มีหลายครั้งที่รู้สึกขุ่นเคืองลูก แต่เมื่อรู้ตัวว่ากำลังทำโครงงานนี้อยู่ ก็จะนับหนึ่งถึงร้อย แต่บางครั้งนับได้ไม่เท่าไร ใจก็สงบลง และสามารถพูดกับลูกโดยไม่ใช้อารมณ์ ต่อมาเธอก็ใช้วิธีรับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเอง และพูดความรู้สึกนั้นให้ลูกได้รับรู้ เช่น บอกลูกว่าตอนนี้ใจแม่ไม่สงบ กังวลว่าลูกจะไปโรงเรียนสาย และแม่ก็จะไปทำงานสายด้วย จึงขอให้ลูกลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ปรากฏว่าลูกยินดีทำตามคำขอของแม่ หลังจากทำเช่นนี้หลายครั้ง เธอพบว่าความสัมพันธ์ของเธอกับลูกดีขึ้น ลูกถึงกับบอกเธอวันหนึ่งว่า ลูกรักแม่ ขอถ่ายรูปกับแม่ได้ไหม

นักศึกษาเหล่านี้ประจักษ์ด้วยตนเองว่า การเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ขยายวงกว้างออกไป ส่งผลถึงสัมพันธภาพกับผู้อื่น และสาเหตุที่เปลี่ยนแปลงตนเองได้ก็เพราะการหมั่นสังเกตตนเอง มิใช่แค่พฤติกรรมหรืออากัปกิริยาภายนอกเท่านั้น แต่รวมไปถึงความรู้สึกนึกคิดหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจ หลายคนได้เห็นอาการร้อนรนพลุ่งพล่านที่ผลักดันให้ทำอะไรเร็ว ๆ หรือพูดจาออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด เพียงแค่เห็นอาการดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใจ ก็พอแล้วที่จะทำให้มันสงบลง ไม่สามารถรบกวนจิตใจต่อไปได้ โดยไม่ต้องไปกดข่มมันเลยด้วยซ้ำ

จากความสงบภายใน สู่การกระทำที่สุขุมนุ่มนวล และใส่ใจคนอยู่รอบข้างมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งเมื่อความเปลี่ยนแปลงภายในเกิดขึ้น ก็นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงภายนอก

พระไพศาล วิสาโล

10/1/11

Extra 8 Comparison

การเปรียบเทียบเป็นที่มาของความทุกข์ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคนที่มีมากกว่า ดีกว่า สูงกว่าเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีมากเท่าไร คนส่วนใหญ่ก็ยังมีความทุกข์ ตราบใดที่เห็นคนอื่นมีมากกว่าตนแม้แต่เศรษฐีร้อยล้านก็ไม่มีความสุขหากเห็นเพื่อน ๆมีเงินนับพันล้าน

หลายคนมักปรารถนาจะได้อะไรต่ออะไรมาก ๆ แต่ที่จริงแล้วการได้มามาก ๆ ไม่ทำให้เรามีความสุขเลย หากได้น้อยกว่าคนอื่น ในทางตรงข้าม แม้ได้น้อยแต่ถ้าได้มากกลับทำให้เรามีความสุขมากกว่า

เคยมีการสอบถามผู้คนว่า จะเลือกข้อไหน ระหว่าง
ก) ได้เงิน ๕,๐๐๐ แต่เพื่อนร่วมงานได้ ๓,๐๐๐
ข) ได้เงิน ๑๐,๐๐๐ แต่เพื่อนร่วมงานได้ ๑๕,๐๐๐

คนส่วนใหญ่เลือกข้อ ก) ทั้ง ๆ ที่ตัวเองได้แค่ครึ่งเดียวของข้อ ข) เหตุผลนั้นมีประการเดียวคือ ต้องการได้มากกว่าคนอื่น ส่วนจำนวนนั้นเป็นเรื่องรอง

พูดอีกอย่างก็คือ สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ความสุขไม่ได้อยู่ที่ว่าตนมีเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับคนอื่นว่ามีเท่าไร ต่างหาก ตราบใดที่เขามีมากกว่าฉัน ฉันก็ไม่มีความสุข

ความคิดเช่นนี้แหละเป็นที่มาของความทุกข์ของคนทุกวันนี้ เพราะไม่ว่าจะได้มากเท่าไร ก็ต้องมีคนอื่นที่ได้มากกว่าเราเสมอ ตราบใดที่เราไม่เลิกเปรียบเทียบกับคนอื่น เราจะหาความสุขไม่ได้เลย แม้จะมีโชคได้แหวนเพชรเม็ดงามก็ยังทุกข์หากรู้ว่าคนอื่นได้เพชรเม็ดใหญ่กว่าหรือแพงกว่า มีรถราคาเป็นล้านก็ยังทุกข์เมื่อเห็นเพื่อนบ้านขับรถราคาแพงกว่า ได้เป็นผู้จัดการก็ยังทุกข์หากรู้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นได้เป็นซีอีโอบริษัทใหญ่กว่า ได้คู่ครองที่ซื่อตรงก็ยังทุกข์เมื่อเห็นเพื่อนได้คู่ครองที่เอาอกเอาใจมากกว่า รูปร่างดีแต่ก็ยังเป็นทุกข์เพราะเห็นเพื่อน ๆ สวยกว่า ซื้อของได้ถูกกว่าก็ยังทุกข์เมื่อรู้ว่าคนอื่นซื้อได้ถูกกว่าเร

ตราบใดที่เรายังเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่เสมอ เราจะหาความสุขไม่ได้เลย ไม่ว่าร่ำรวยแค่ไหน ได้โชคได้ลาภเพียงใดก็ตาม

พระไพศาล วิสาโล

Day 86

พวกที่เรียกตัวเองว่าพุทธบริษัท ยังเป็นไสยศาสตร์อยู่ตั้งครึ่งตั้งค่อน

พุทธบริษัทคนไหน กราบพระพุทธรูปลงไป โดยคิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วย ให้ช่วย นั้นก็ยังเป็นไสยศาสตร์

ถ้ามีพุทธบริษัทคนใด รู้ว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร เอามาปฏิบัติตามแล้วดับทุกข์ได้ เห็นความดี ความจริง ความถูกต้อง ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ กราบลงไป กราบแบบนี้เป็นพุทธศาสตร์

พุทธทาสภิกขุ

10/11/11

Day 85

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้เคยกล่าวว่า "ธรรมะมีอยู่ทุกหย่อมหญ้าสำหรับผู้มีปัญญา" ดังนั้นไม่ว่าเราอยู่ที่ใด ในบ้านหรือบนท้องถนน ไม่ว่าเรากำลังทำอะไร ทำงานหรือพักผ่อน ก็มีโอกาสเห็นธรรมะได้ทุกเวลา อย่างไรก็ตามธรรมะนั้นมีหลายระดับ ระดับที่ลึกซึ้งที่สุดนั้น ต้องเกิดจากการหมั่นพินิจมองตนโดยไม่มีอคติหรือกิเลสใด ๆมาเคลือบคลุมหรือชักจูงให้หวั่นไหวไขว้เขว - พระไพศาล วิสาโล
10/12/11

Day 84

ความรู้จักพอเป็นบาทฐานให้ จิตใจได้เข้าถึงความเบาสบายยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะเมื่อจิตหยุดแส่ส่ายไล่ตามวัตถุภายนอก ก็มีโอกาสนิ่งสงบและสัมผัสกับความใสกระจ่างซึ่งมีอยู่แล้วแต่ภายใน เฉกเช่นน้ำที่หยุดกวน ก็จะตกตะกอนแล้วกลับใสขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง - พระไพศาล วิสาโล
10/15/11

Day 83

ขยะไม่ว่าจะเน่าเหม็นแค่ไหน แต่ถ้าทิ้งที่ต้นไม้ ต้นไม้ก็จะเปลี่ยนให้กลายเป็นปุ๋ย บำรุงเลี้ยงต้นไม้ให้เกิดใบเกิดดอก ฉันใดก็ฉันนั้น เราก็ควรรู้จักเปลี่ยนอุปสรรคความยากลำบาก ให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ เปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา เราควรเอาต้นไม้เป็นครูที่สอนธรรมะให้แก่เรา - พระไพศาล วิสาโล
10/17/11

Day 82

ไม่มีวิธีระงับเวรด้วยการให้หยุดเหตุการณ์ภายนอก มีแต่วิธีระงับเวรด้วยการยุติความคิดภายในครับ และวิธีที่จะไม่ฝืนใจได้ดีที่สุด ก็คือเห็นว่าความโกรธเป็นของชั่ววูบ ความไม่พอใจเป็นสิ่งติดค้างชั่วระยะเวลาหนึ่ง เห็นได้ก็หายให้ดูได้นะ นั่นแหละ ตัวระงับเวรของจริง /ดังตฤณ
10/18/11 

Wednesday, October 12, 2011

Day 81

คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่ "กล้าทำชั่วกลัวทำดี" เวลาทำดีก็กลัวว่าจะเป็นแกะดำ กลัวว่าคนอื่นเค้าจะเขม่น ถ้าเราคิดเช่นนี้ ชีวิตเราจะอยู่ในความตกต่ำอย่างเดียว

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ "กล้าทำดีหนีความชั่ว" ความดีที่เราทำนั้น จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจของเราให้เจริญงอกงามและเต็มไปด้วยความสุข - พระไพศาล วิสาโล

Day 80

Remembering that I'll be dead soon is the most important tool I've ever encountered to help me make the big choices in life.

Almost everything--all external expectations, all pride, all fear of embarrassment or failure--these things just fall away in the face of death, leaving only what is truly important.

Remembering that you are going to die is the best way I know to avoid the trap of thinking you have something to lose. You are already naked. There is no reason not to follow your heart.

No one wants to die. Even people who want to go to heaven don't want to die to get there. And yet, death is the destination we all share. No one has ever escaped it, and that is how it should be, because death is very likely the single best invention of life. It's life's change agent. It clears out the old to make way for the new. - Steve Jobs



from phra pisal's page 10/5/11

Day 79

ความตายนั้น โดยตัวมันเองก็เป็นประกาศิตจากธรรมชาติว่า ไม่มีอะไรเป็นของเราสักอย่าง แต่บ่อยครั้งประกาศิตดังกล่าวผู้คนกลับไม่ได้ยิน จึงจำเป็นที่จะต้องตอกย้ำกับตัวเองเพื่อให้ปล่อยวางก่อนที่สิ่งเหล่านั้น จะทำให้เราทุกข์ทรมานในยามใกล้ตาย - พระไพศาล วิสาโล 10/6/11

Day 78

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี”

อาตมาคิดว่านี่แหละใช่เลย คนสมัยนี้ชอบแสวงหาความสุข แต่ไม่พบสักที เพราะไม่รู้จักความสุขที่แท้ รู้จักแต่ความสุขแบบหยาบ ๆ แต่ได้รับความสุขแบบนี้มากมายเพียงใด ๆ ก็ไม่รู้สึกพอใจหรือเต็มอิ่ม เพราะในส่วนลึกต้องการความสงบในจิตใจ ตราบใดที่ไม่พบความสงบเย็นในจิตใจ ก็จะไม่หยุดแสวงหา

ดังนั้นเราจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับความสงบทางใจ โดยเฉพาะความสงบที่เรียกว่านิพพาน อย่าลืมว่าแม้จะมีทรัพย์อื่นมากเท่าไรแต่เราก็ยังทุกข์ เช่น ลูกตาย คนรักตีจาก ถูกติวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเรายังมีความยึดติดถือมั่นในตัวกูของกู ต่อเมื่อละความยึดติดถือมั่นในตัวตนได้นั่นแหละจึงจะได้พบความสุงบเย็นอันเป็นความสุขที่แท้ คือ นิพพาน - พระไพศาล วิสาโล

10/10/11